ช่วงนี้มีเพื่อนหลายคนมาขอคำแนะนำเพราะเจอกับปัญหาคอมพ์เจ๊งกะบ๊ง (สงสัยเข้าหน้าร้อน--เกี่ยวไรฟะ) หลายคนเป็นสาวก PC ก็อยากหันมาใช้ MAC กะเค้าบ้างโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด โดยส่วนใหญ่เหตุผลว่า เห็นเค้าว่าแรง! เสถียร! Interface สวย! โปรแกรมใช้ง่าย! ฯลฯ ตามมาด้วยคำถามประเภทฆ่า(กู)ให้ตายดีกว่ามาให้ฟันธง คือ "MAC กับ PC อันไหนดี/น่าใช้/คุ้มค่า/น่าซื้อมากกว่ากัน?" 

 

โอย..เจอบ่อยเหลือเกินคำถามนี้ ก็เข้าใจอ่ะนะว่าถามเพราะเห็นเราเป็นคนใช้ MAC ที่ทำงานและใช้ PC ที่บ้าน เรียกว่า เป็น User ของทั้ง 2 OS เค้าก็คงอยากถามว่าอันไหน? ซึ่งคำตอบคือ (กู) ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน 

 

จะให้นั่งเทียนตอบได้ยังไง(วะ) ก็ในเมื่อ MAC ที่ใช้ กับ PC ที่ใช้ มันไม่ใช่สเป็คเดียวกัน (ถามจริงเหอะ คุณว่า Core 2 กับ Core 2 Duo อันไหนน่าใช้กว่ากัน?) และจากประสบการณ์ที่พบ การทดสอบระบบประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่เก็บมาเป็นสถิติกันกันว่าอันนี้ดีอันนู้นไวนั่นน่ะ ส่วนใหญ่ทำกับ "Comp-Zing" (คือ คอมพิวเตอร์ที่ยังใหม่-สด-ซิง ยังไม่ผ่านการทำงานใดๆ เครื่องใหม่กิ๊กๆ ไฟล์ห่าเหวอะไรก็ไม่มีในเครื่อง ขยะ/คุ้กกี้/Temp ก็ไม่มี เต็มอิ่มไปด้วยทรัพยากรเครื่องฟูลออฟชั่น- ซึ่งถ้าจะซื้อมาวางไว้เฉยๆที่บ้านนั่งคลิกทดสอบประสิทธิภาพไปวันๆ ซื้อเครื่องไหนก็ได้ แม่_ไวหมดแหละ) ดังนั้น ผลที่ออกมาก็อย่าได้คิดเลยว่ามันจริงตามนั้นซะทั้งหมด เช่นเดียวกับตอนไปดูเค้าเทียบสเปค Core 2 กับ Core 2 Duo โอว...Core 2 Duo ไวกว่าเห็นๆคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ดูเลยทีเดียว

 

แต่โอเค.. โดยรวมการพัฒนาอะไรใหม่ๆมันย่อมต้องดีขึ้นอยู่แล้ว ใครจะพัฒนาแล้วเลวลงนอกจากโทรศัพท์มือถือบางยี่ห้อที่ออกรุ่นใหม่ๆแต่ฟังก์ชั่นขาดๆเกินๆ (เพิ่มกล้อง 3 เมกแต่ก็ตัดวิทยุอะไรทำนองนั้น) แต่ทุกการพัฒนาคุณค่ามักมาพร้อมราคาเสมอ ทีนี้จะคุ้มหรือไม่? ใครล่ะที่ต้องเป็นคนตัดสินใจถ้าไม่ใช่ตัวเอง

 

 

สดๆร้อนๆ กับเพื่อนผู้น่าด่าที่สุดคนหนึ่ง.... 

:::MSN:::เช้านี้:::

หนูน้อย PC: "ตกลงซื้อไรดีวะ ถึงจะคุ้ม"

"ไม่รู้ว่ะ แล้วแต่คนใช้มันใช้งานยังไง" 

 

หนูน้อย PC: "เฮ้ย ใช้อยู่ไม่รู้ได้ไงวะ"

"เอ๊า แล้วแกจะใช้ทำอะไรบ้างล่ะ จะได้แนะนำถูก"

 

หนูน้อย PC: "อือ ก็ทำงานนิดๆหน่อยๆ ดูหนัง ฟังเพลง เล่มเกมส์บ้าง"

(นึกในใจ-โถ...ถ้ามึงใช้แค่นั้นไปประกอบ PC เอาเห๊อะ ถูกโคตร)

"ทำงานอะไรล่ะที่ว่านิดๆหน่อยๆ งานกราฟิก? 3D?"

 

หนูน้อย PC: "ก็พวกพิมพ์งาน ดูรูปอะไรประมาณนั้น"

(นึกใจใจ-ประกอบ PC มึงได้ประกอบแน่ เดี๋ยวๆ)

"แค่นั้นเหรอ อืม แล้วเกมส์ล่ะ เล่นเกมส์ออนไลน์ เกมส์ 3D ขนาดนั้นเลยป่าว?"

 

หนูน้อย PC: "ก็เล่นนะ แต่ไม่บ่อยหรอก ไม่เน้น ส่วนใหญ่ดูหนังมากกว่า"

(นึกในใจ-เอาวะ กูฟันธงให้ก็ได้)

"งั้นใช้ PC เหมือนเดิมแหละ ในงบที่เท่ากันแล้วได้สเปคสูงกว่าเยอะ

เกมส์ก็มีเล่นเยอะแล้วก็ไม่มีปัญหากับคนอื่นด้วย เพราะคนส่วนใหญ่ใช้ PC

แล้วงานเอกสารที่ต้องส่งหากันมันก็จะไม่มีปัญหานะ"

 

หนูน้อย PC: "อ้าว แล้วถ้าทำกราฟิกล่ะ MAC ดีกว่าไม่ใช่เหรอ เค้าว่ามันเสถียร"

(นึกในใจ-เอ๊ะ เอาไงวะเมื่อกี้บอกไม่ใช้งานกราฟิก แค่ดูรูป แล้วมึงจะเอาเสถียรทำหอกไรเนี่ย)

"ก็ไม่ได้ใช้นี่ งานกราฟิกไม่ได้หมายถึงแค่ดูรูปนะ หมายถึงพวกโปรแกรม PSD/IllUS/3D/FLASH

อะไรประมาณนั้นเลยนะ"

 

หนูน้อย PC: "เฮ้ย PSD ก็มีใช้บ้าง ส่วนอย่างอื่นก็อาจจะเล่นๆบ้างว่าจะหัดอยู่"

(นึกในใจ-เฮ้อ...กูจะบ้าตาย อีพวกนี้ ตัวเองยังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรเสือกจะมาให้แนะนำ)

"ถ้าจะเผื่อๆไปเลยก็ใช้ MAC ก็ได้ เครื่องรุ่นต่ำๆ แบบมินิ ก็ซัก 3-4 หมื่น ไม่รวมจอนะ"

 

หนูน้อย PC: "โห...โครตแพงเลย ซื้อ PC ดีๆได้เลยนะเนี่ยราคานี้"

(นึกในใจ-นี่มึงเพิ่งรู้เรอะว่าราคามันต่างกันขนาดนี้)

"ก็ใช่ นี่ยังไม่รวมพวก  Hard Lock อุปกรณ์เสริม เพิ่มแรมเทือกๆนั้นนะ ราคาแพงกว่า PC อีก"

 

หนูน้อย PC: "เออว่ะ MAC แม่งแพง ซ่อมก็ยาก ใช้ก็ไม่เป็น กูว่ากูซื้อ PC เหมือนเดิมดีกว่า"

(นึกในใจ-กูว่าแล้ว แม่_ เอ๊ย เสียเวลาจริงๆ)

 

หนูน้อย PC: "เออ เค้าว่า  Core 2 Duo เร็วกว่าจริงป่ะ"

"ไม่ได้ใช้ว่ะ ไม่รู้"

 

หนูน้อย PC: "ไม่รู้ได้ไงวะ คนในวงการแท้ๆ"

(นึกในใจ เอ้า ไอ้นี่...กูวงการกราฟิกกับโฆษณา ไม่ใช่ โปรแกรมเมอร์หรือช่างเทคนิค)

"ก็ไม่ได้ใช้นี่หว่า"

 

หนูน้อย PC: "ไม่เคยไปดูที่เค้าเทสต์เลยหรือไง"

"เคย แต่ว่าคอมพ์เทสต์มันซิงไปว่ะ ยังไม่ได้ใช้งาน เทสต์ยังไงก็เร็ว มันต้องลองขณะใช้ หรือใช้ไปนานๆแล้วยังเร็วอยู่ถึงจะดี"

 

หนูน้อย PC: "แล้วใครจะไปรู้วะ"

"ก็ต้องถามคนที่เค้าใช้ไง เค้าจะตอบได้ดีกว่าคนที่เทสต์เครื่องว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดีแล้วคุ้มรึป่าวกับเงินที่ต้องเสียเพิ่มอ่ะ"

 

หนูน้อย PC: "แล้วมีใครใช้ป่าว" 

"ที่นี่ (ออฟฟิศ) ไม่มีว่ะ"

 

หนูน้อย PC: "แล้วกูจะรู้ได้ไง"

"กูก็ไม่รู้เหมือนกัน"

 

หนูน้อย PC: "โห่...ช่วยไรไม่ได้เลย ในที่สุดกูก็ต้องซื้อ PC แถมยังไม่รู้เหมือนเดิมว่าจะซื้อ Core 2 Duo ดีป่าว"

---เชี่ยนี่--- )

 

ดีนะ ไม่ใช่เพื่อนรัก ถ้าเพื่อนรักแม่_กวนตี_ ขนาดนี้

มีเลิกคบ ชัวร์!! (นึกแล้วยังเคืองไม่หาย )

 

 

 

ทิ้งท้าย--เอาล่ะ ในฐานะที่เป็น USER ทั้ง 2 OS จะขอลงบันทึกประมวลการใช้คอมพิวเตอร์ MAC และ PC ที่ใช้งานกราฟิก (เรื่องดูหนัง-ฟังเพลง-ดูรูปนี่ไม่เอามาคิดเลย เด็กๆไป) มาแล้ว 3 ปีไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นแนวทางกว้างๆๆๆๆประกอบการตัดสินใจกันเองนะคะ

 

 

 

 

PC 

ข้อดี ราคาไม่แพง โปรแกรม Support เยอะ เกมส์แยะ ซ่อมง่าย อุปกรณ์ซ่อม+เสริมไม่แพง เปิด-ปิดช้าลงเรื่อยๆ (แต่คาดว่าน่าจะเป็นความผิดของเจ้าของที่ไม่ค่อยจะ Defrag เครื่อง 55)

 

ข้อเสีย มีปัญหาบ่อยทั้ง Hardware และ Software รวมถึงตัว Window เอง ทำงานกราฟิกหนักๆแล้วเครื่องจะแฮงค์ พรีวิวช้า จนถึง Not Responding บ่อย ต้องใช้ความอดทนในการรอ เพราะถ้าไม่ชิง End Task ซะก่อนเทวดาในเครื่องอาจจะเห็นใจให้มันกลับมา Respond ได้อีก ไม่เชื่อลอง(รอ)ดู! และข้อเสียสุดท้ายคือ มีคนผลิตไวรัสไว้รอถล่มมากจนเผลอไม่ได้เชียว!

 

 

MAC 

ข้อดี ปัญหาเรื่อง Software มีน้อย แต่ปัญหาเรื่อง Hardware นั้นไม่ค่อยอยากคอนเฟิร์มว่าน้อยเพราะถึงแม้อัตราการพบปัญหาจะน้อยกว่า PC แต่มีความรุนแรงมากกว่า คือ ดับไปเลยไม่สามารถกระตุ้นให้ฟื้นแม้เสี้ยววิ (ในกรณีเดียวกันเครื่อง PC อาจยังเข้า Safe Mode ได้) ทำงาน Smooth ไม่ค่อยแฮงค์ มีบ้างที่ช้าแต่ก็ไม่ถึงกับ Not Responding ถ้าไม่ไหวจริงๆท่านก็จะปิดตัวเองไปหน้าตาเฉย ไม่บอกกล่าวล่วงหน้า (ขาดความรับผิดชอบมาก ผู้ใช้อาจจะหัวใจวายตายได้ในกรณีนี้) ปิด-เปิดเครื่องเร็ว (แม้จะไม่เคย Defrag เช่นกัน)ไวรัสน้อยกว่า PC หลายเท่า Interface สวยงาม โปรแกรมที่ผลิตจาก Apple โดยตรงนั้น ใช้งานโครตง่าย!! และเดี๋ยวนี้ยังสามรถใช้โปรแกรม WindowXp และ Window Vista บน Mac ได้อีกด้วย!

 

ข้อเสีย ราคาแพง โปรแกรม Support มีน้อยกว่า PC  ผู้ผลิตเกมส์ Support OS MAC ยังมีไม่มาก ค่าซ่อมแพง อุปกรณ์ก็แพงทั้งซื้อมาซ่อมและซื้อมาเสริม  (สรุปสั้นๆ-ซื้อแมคต้องมี "เงิน")

 

 

 

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเครื่องใช้อะไรก็ตามหากซื้อมาแล้วไม่ใช้ ใช้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ (แบบพวกที่ซื้อมือถือ Symbien แต่ไม่เคยใช้อะไรนอกจากรับสายกับถ่ายรูป) ต่อให้ราคาจะถูกแค่ไหนก็เรียกได้ว่า "ไม่คุ้ม" ทั้งนั้น และถ้าจะให้อยู่คู่กันตราบฟ้าดินสลายก็ จงอย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องได้รับดูแล รักษา ทำนุบำรุง ด้วยความเอาใจใส่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะ คน สัตว์ หรือสิ่งของ!

 

นะจะบอกให้!

 

 

ปล. กรุณาอย่าเอาอย่างคนใน M ข้างต้น ผู้ปกครองควรชี้แแนะ

 

 

 

 

 

ปล2.  คลิกที่นี่หน่อยครับ/ค่ะ! ร่วมด้วยช่วยโหวตกันหน่อย ครบ 100 Vote แล้วจะเขียนเอนทรี่! (สำหรับคนที่โหวตไปแล้วก็--ขอบคุณมากครับ/ค่ะ) 

พักนี้ไม่รู้พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกอย่างไรไม่ทราบ ทำงานไปไม่ได้ดั่งใจซักอย่าง ดีไซน์ไปอย่างได้ออกมาอีกอย่าง หลายตัวแล้วนะเนี่ย ทำไมน๊อ เวลาที่ทำ "ฝิ่น" ถึงไม่เค๊ยไม่เคยมีปัญหาอะไรแบบนี้เล้ย พอจับงานออฟฟิศเท่านั้นแหละ เป็นเรื่องทุกที เฮ้อ...กว่าจะหลุดมาได้แต่ละตัว เซ็งจิต!

 

 

ไอ้ความเก่งนี่บางทีมันก็ต้องอยู่ให้ถูกที่เหมือนกัน คนบางคนนึกว่าตัวเองเก่งซะเต็มประดา โชว์พาวตลอดเวลา นั่นก็รู้ นี่ก็รู้ โน่นก็ทำได้ ไม่รู้เป็นอัจฉริยะมาแต่ชาติปางไหน เก่งซะจนเพื่อนร่วมงานเซ็งกันเป็นแถวๆก็มี

เอนทรี่นี้ไม่มีอะไร แค่ระบายความเซ็ง!.....

อ้อ นี่อีก... เค้กครบรอบ 7 เดือนของเราเมื่อวานนี้
ตอนสั่งๆไปแบบนึงตอนไปรับได้มาอีกแบบนึง

เฮ้อ...แม้แต่เค้กยังไม่ได้อย่างสั่ง นี่ยังดีนะที่อร่อย ไม่งั้นมีเรื่อง!

 

เอาล่ะ...หลังการระบาย
จะทิ้งเอนทรี่ไว้อย่างไร้ประโยชน์ก็ดูจะ
"รก" บล็อกซะเปล่าๆ

คิดได้ดังนั้นจึงจะนำเอาประเภทของ Graphic Designer มาแจกแจงให้พี่ๆน้องๆหลานเหลนโหลน ผู้มีใจรักฝักใฝ่งานด้านนี้ได้รู้แจ้งกันว่า Graphic Designer แต่ละประเภทที่เค้าเรียกๆกันนั้น มีความแตกต่างกันยังไงบ้าง เพื่อจะได้ตอบคำถาม "อยากทำงานอะไร?" ได้ถูกต้องกันมากขึ้นนั่นเอง

ก่อนอื่นมารู้จักคำว่า กราฟิก (Graphic) กันก่อน

คำว่า กราฟิก (Graphic) ที่มักเขียนผิดเป็น กราฟิกส์ กราฟิกส์ กราฟิก นั้น มีรากศัพท์มาจากคำว่า "Graphikos" ในภาษากรีก แปลว่า การวาดเขียน หรือ คำว่า "Graphein" ที่แปลว่า การเขียน ซึ่งมีผู้ให้นิยามไว้หลายลักษณะ ดังนี้

- ศิลปะอย่างหนึ่งที่แสดงออกทางความคิดโดยการใช้เส้น รูปภาพ ไดอะแกรม ฯลฯ

- การสื่อความหมายด้วยภาพวาด ภาพสเก็ชแผนภาพ ภาพถ่าย ที่ต้องอาศัยศิลปะและศาสตร์เข้ามาช่วย เพื่อให้ผู้ดูเกิดความคิดและตีความหมายได้ตรงตามที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการสื่อ

- โสตทัศนวัตถุที่ผลิตขึ้นเพื่อแสดงสัญลักษณ์หรือความหมายของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทำให้ผู้ดู มองเห็นความจริง หรือความคิดอันถูกต้องชัดเจนจากกราฟิกส์นั้นๆ

- การพิมพ์ การถ่ายภาพ และการทำหนังสือ

โดยสรุป  กราฟิก หมายถึง ศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งใช้สื่อความหมายด้วยเส้น สัญลักษณ์ รูปวาด ภาพถ่าย กราฟ แผนภูมิ การ์ตูน ฯลฯ เพื่อให้สามารถสื่อความหมายข้อมูลได้ถูกต้องตรงตามที่ผู้สื่อสารต้องการ 

Graphic Designer คือ นักออกแบบกราฟิก
ซึ่งมีชื่อตำแหน่งต่างๆมากมายหลายประเภท แต่ละตำแหน่งต่างกันยังไง?

 

Web Graphic Designer  คือ นักออกแบบเว็บไซต์ ฟังก์ชั่นในการทำงานคือ การออกแบบหน้าเว็บเพจ ซึ่งในกรณีที่ได้อยู่บริษัทใหญ่ๆ จะมีการแบ่งประเภทงานชัดเจน คนออกแบบหน้าเว็บก็ออกแบบแต่หน้าตาไม่ต้องลงลึกว่าจะ Active ยังไง Link ไปไหน ใช้ Program อะไร Support ฯลฯ (ตำแหน่งที่ต้องลงลึกในส่วนนี้จริงๆ มีชื่อว่า Programmer ซึ่งจะต้องเรียนเกี่ยวกับการเขียน Program มา ไม่ใช่ เรียนนิเทศศาสตร์หรือนิเทศศิลป์--เพิ่มเติม คนที่ชอบจริงๆหรือสนใจศึกษาด้วยตนเองก็สามารถทำได้เหมือนกันเพียงแต่แนะนำว่าเวลาจะเลือกเรียนนั้น ถ้าอยากเป็น Programmer ก้เลือกให้ถูกซะตั้งแต่เนิ่นๆ) แต่ถ้าไปอยู่บริษัทเล็กๆ ก็เห็นควรเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องเพิ่มความสามารถด้านโปรแกรมให้มากขึ้น หลากหลายโปรแกรมมากขึ้น เช่น Flash / Dreaweaver / Image Ready เป็นต้น ยิ่งถ้าสามารถเขียนระบบ E-commerce ได้ก็จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น

Advertising Graphic Designer คือ ข้าพเจ้าเอง นักออกแบบกราฟิกประเภทนี้มักจะสิงอยู่ใน Advertising Agency ซึ่งแผนกต้นสังกัดจะเท่ห์มากคือ แผนกครีเอทีฟ Advertising Graphic Designer จะเป็นนักออกแบบที่ต้องอยู่กับสินค้านานาชนิด ทำงานออกแบบได้หลายประเภททั้งสิ่งพิมพ์  บิลบอร์ด แพคเกจ โปรแกรมหลักๆที่ ต้องทำได้ทำคล่องคือ Illustrator และ Photoshop (เดี๋ยวนี้ถ้าสามารถทำ 3DMax ได้ด้วยจะเป็นการดีมาก) ในเอเยนซี่ใหญ่ๆอย่าง Ogilvy (คนที่อยากทำงานในวงการโฆษณาควรอย่างยิ่งที่จะทำความรู้จักเอเยนซี่ดังๆไว้ให้มาก ถ้าไม่รู้จักก็ไปทำความรู้จักใน Google ซะนะคะ ก่อนจะไปปล่อยไก่ตอนสมัครงาน) การทำงานโดยส่วนใหญ่นั้นมักจะทำควบคู่กับ Art Director [AD] คือ AD คิด และ Graphic ทำออกมาตามที่คิด ส่วนในเอเยนซี่เล็กๆ 2 ตำแหน่งนี้จะทำหน้าที่รวมกันเป็น 1 คือ คิดเองแล้วทำ (ซะ) ด้วย  (ซึ่งเป็นลักษณะเอเยนซี่ที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดในสมัยนี้)

การทำงานในบริษัทโฆษณามีแรงจูงใจที่ดีมาก 2 ประการคือ เงินดี และมีถ้วย คือ มีเวทีให้ทำงานประกวดมากมาย (ทั้ง AD และ Graphic) ถ้าฝีมือดีๆ ได้รางวัลจาก Cannes ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการ สามารถที่จะ Up เงินเดือน* แบบข้ามขั้นทีเดียวนะ (*ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท) คนที่เป็น Graphic ที่แม่นๆเรื่อง Concept หรือมีไอเดียบรรเจิดจะสามารถเปลี่ยนไปสู่ตำแหน่ง AD ได้ไม่ยาก

 

Graphic Designer / Artist ประจำ Graphic House นักออกแบบประจำ Graphic House จะมีลักษณะการทำงานคล้ายเอเยนซี่แต่ไม่มี AD มาเกะกะระราน (เขียนเวอร์ไปงั้นแหละน่า เดี๋ยวจะโดนบรรดา AD มารุมด่าเอา) ทำงานตามใจฉัน ลักษณะงานจะ Freeform มากกว่าทำงานใน Advertising Agency คือ สามารถทำงาน Art มันส์ๆ แปลกแหวกแนวได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง Format บังคับ หรือ Coperate Identity ของลูกค้ามากนัก (เช่น โลโก้ต้องอยู่มุมบนซ้าย พื้นขาว ห่างจากขอบ 2 นิ้ว โดยมี Space ว่างๆ รอบโลโก้ไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว ฯลฯ) นักออกแบบประจำนิตยสารก็จัดอยู่ในประเภทนี้เช่นกัน

         

Graphic Designer ประจำบริษัท หรือหน่วยงานต่างๆ เรียกอีกอย่างว่า In-House เป็นนักออกแบบที่มีสังกัดแน่ชัด องค์กรใดองค์กรหนึ่ง แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หรือเครือใดเครือหนึ่ง อันนี้จะค่อนข้างโฟกัสงานไปเลย ไม่มีความหลากหลายแต่ข้อดีคือ ไม่สับสน ทุ่มเทคิดถึง Product ตัวเองเพียวๆไปเลย คนที่เลือกทำกราฟิกในลักษณะเป็น In-House นั้นควรจะเป็นคนที่ไม่ชอบความหลากหลาย เพราะเมื่อเป็น In-House ให้กับที่ไหนก็จะต้องวนเวียนออกแบบสิ่งนั้นไปตลอด อาจจะเปลี่ยนสื่อหรือเปลื่ยนการออกแบบ แต่ก็ไม่หนี Product เดิมๆ เช่น เป็น In-House ให้กับยาหม่อง ก็ต้องทำแต่ยาหม่องไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นกล่องยาหม่อง โฆษณายาหม่องในหนังสือพิมพ์ ยาหม่องในแมกกาซีน ยาหม่องในเว็บ แต่ก็ยังคงเป็นยาหม่องตลอดเวลา (เข้าใจป่าวเนี่ย?) ไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งกับบางคนที่ไม่ชอบทำงานแบบเดิมซ้ำๆ กันเพราะจะเบื่อและพาลอยากเปลี่ยนงานเป็นที่เดือดร้อนของบริษัทไปซะอีก

 Art Director เป็นนักออกแบบประเภทนักคิด ไม่จำเป็นต้องเก่งด้านโปรแกรมออกแบบ*มากก็ได้ (*ในบางบริษัทนะ) แต่ ต้อง แม่นเรื่อง Concept และมีความคิดแหวกแนว โดดเด่น คิดนอกกรอบ ชอบคิดค้นหาไอเดียใหม่ๆมานำเสนอตลอดเวลา มักอาศัยอยู่ใน Advertising Agency โดยแบ่งความรับผิดชอบด้านไอเดียออกไปทำควบคู่กับ Copy Writer (แปลตรงตัวเลย - คนเขียนคำโฆษณา) เสร็จแล้วจึงส่งต่อให้ Graphic  Designer นำเสนอ Visual / Lay-Out หรือเขียน Story Board (สำหรับงาน TVC) ต่อไป

   

Animator นักออกแบบอนิเมชั่น หรือ ภาพเคลื่อนไหว (ส่วนใหญ่จะออกแนวการ์ตูน ดังนั้นผู้สนใจควรมีความสามารถในการเขียนการ์ตูน) ผู้ออกแบบงานประเภท Flash Animation ตามมือถือและเว็บไซต์ต่างๆก็รวมอยู่ในประเภท Animator เช่นกัน ในปัจจุบันวงการโฆษณาก็หันมาใช้ Animation ประกอบในหนังโฆษณามากขึ้น ในอนาคตนักออกแบบอนิเมชั่นคงจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นในอนาคต สำหรับสตูดิโอที่ดังๆ ด้านนี้ คือ Kamtana Animation (ผู้สร้าง จ๊ะทิงจา กะ ก้านกล้วย นั่นแหละ) และ Vithita Animation (ผู้สร้าง ปังปอนด์ อนิเมชั่น - -นอกเรื่อง เดิมทีปังปอนด์เป็นเพียงการ์ตูนตอนหนึ่ง ต่อมาถีบตัวเองขึ้นมาฉายเดี่ยวและพัฒนาเป็นปังปอนด์อนิเมชั่นในที่สุด โอ...โตไวจริงๆ--) และสำหรับผู้ที่สนใจเรียนด้านนี้โดยตรงก็แนะนำให้ไปเรียนที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.รังสิต ภาควิชา Computer Art จะดังสุดและมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมใช้มากที่สุด

Motion Graphic Designer นักออกแบบภาพเคลื่อนไหว งงอ่ะดิ๊ ว่าต่างจาก Animator ตรงไหน ต่างกันตรงที่ Motion Graphic จะเป็นนักออกแบบที่ทำงานกราฟิกประกอบภาพยนตร์นั่นเอง บริษัทที่มีชื่อเสียงในด้านนี้คือ ฟีโนมีนา และแมชชิ่ง สตูดิโอ

   

Environmental Graphic Designer นักออกแบบกราฟิกในนิทรรศการและบูท รวมถึงการออกแบบตกแต่งภายใน-ภายนอกห้างหรืออาคารต่างๆ (นอกเรื่อง-อันนี้ก็เคยทำมาก่อนเข้าวงการโฆษณา) นักออกแบบประเภทนี้ควรอย่างยิ่งที่จะมีความรู้ด้านวัตถุสามมิติ Interior Design  Booth ด้วย ผู้ที่สนใจสามารถเลือกเรียนโดยตรงที่คณะศิลปกรรม จุฬาลงกรณ์ฯ ภาควิชานิทรรศการศิลป์

Illustrator / Digital Artist นักออกแบบภาพประกอบ (ทั้งหนังสือ นิยาย นิตยสาร) ยกตัวอย่างแบบเห็นภาพเลยคือคุณแป้ง-ภัทริดา ประสานทอง ถ้ายังนึกไม่ออกลองดูตัวการ์ตูนนี้

  

ใช่แล้ว! นักออกแบบภาพประกอบโดยส่วนใหญ่มักจะมีคาแรคเตอร์ภาพเป็นของตัวเอง มีสไตล์ ทักษะและเทคนิคที่โดดเด่นมากพอจึงจะมีงานต่อเนื่อง ลักษณะการทำงานจะทำแบบศิลปิน ไม่สังกัดบริษัท ไม่มีเวลาและสถานที่ทำงานแน่ชัด อาจจะไปนั่งสตาร์บัคส์แล้ววาดก็ได้ตามสะดวก ผู้มีใจรักงานด้านนี้ควรจะมีใจรับผิดชอบต่องานและตรงต่อเวลาเป็นที่ตั้งด้วย

 

Visualizer / Digital Artist  นักออกแบบประเภทตกแต่งภาพ (Retouch) จะทำงานตามที่กราฟิกหรือ AD กำหนดมาซะเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะงานมีทั้งโปสเตอร์หนัง ภาพประกอบหนังสือ ภาพคนหรือแม้แต่ภาพโฆษณา โดยจะต้องมีความสามารถด้านโปรแกรม Photoshop ในระดับโครตเซียน (เหนือกว่าระดับคนทำ Graphic Design ทั่วไป) จะต้องสามารถสร้างภาพจากอากาศธาตุได้ เก็บรายละเอียดเนี้ยบ คนทำงานประเภทนี้ได้ค่าตอบแทนจะสูงมาก คิดเป็นภาพต่อภาพเลยทีเดียว (ที่ออฟฟิศจ้างรีทัชตกภาพละเกือบหมื่นเชียวนะ) แต่อาจจะต้องแลกกับการอดหลับอดนอน บริษัทที่มีชื่อเสียงด้านนี้คือ  Illusion, remix , Zone Retouch เป็นต้น

Freelance Designer นักออกแบบอิสระ มี 2 ประเภทคือ ทำเป็น Freelance จริงๆกับคนที่รับทำเป็นรายได้เสริมจากเวลางานประจำ (เรียกง่ายๆว่า "ฝิ่น") แบบหลังจะเหมาะสำหรับคนที่อึดจริงๆเท่านั้น เพราะจะต้องทำงานต่อเนื่องหลังเลิกงานประจำและอดหลับอดนอน (นี่ก็ประสบการณ์ตรง--คอนเฟิร์มเลยว่า 1.ต้องอึดจริงๆ 2.แฟนต้องเข้าใจหากไม่มีเวลาให้ ) ซึ่งอันนี้เป็นข้อได้เปรียบของคนที่ทำงานสายอาชีพนี้ กล่าวคือ สามารถทำงานคนเดียวได้ รับจ๊อบได้ เพราะมี Skill ที่ทำเงินได้ติดตัวตลอดเวลา

ดังนั้นจึงถือได้ว่า งานด้านนี้มีรายได้ดีทีเดียว  แต่ข้อเสียคือ ถ้าไม่พัฒนาตัวเอง ไม่แม่นซักเรื่องก็โดนสอยร่วงเอาง่ายๆเหมือนกัน เพราะเด็กใหม่ไฟแรงเกิดขึ้นทุกวัน ที่สำคัญ เก่งๆกันทั้งนั้นซะด้วย !

 

ฝากสุดท้าย...สำหรับการทำงานด้านออกแบบนั้น ต้องเข้าใจว่า "สวย" ของแต่ละคนนั้นให้นิยามไม่เหมือนกัน ความเข้าใจและความต้องการของลูกค้าก็สามารถทำให้การออกแบบไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด เพื่อนร่วมงาน (ในกรณีที่มี) แต่ละคนก็จะมี EGO มากมาย ของกูดี ของกูเริ่ด ความคิดกูดีกว่า ของกูนำเสนอได้ดีกว่า กูเก๋าเกมส์กว่า ฯลฯ เยอะแยะมากมาย อย่าคิดว่าทำอะไรไปแล้วจะผ่าน จะโอเคง่ายๆ จบงานง่ายๆ เปล่าเลย มีองค์ประกอบมากมายที่ทำได้แม้กระทั่ง "รื้อ"งานคุณ "ทิ้ง" ทั้งหมด! (ซึ่งกรณีนี้จะทำให้ Designer จะรู้สึก Fail มาก) และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อคุณสมัครงาน จึงมักจะมีคำถามว่า "คุณสามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้หรือไม่?" และในกรณีที่คุณสมัครงานตำแหน่ง Advertising Graphic Designer บางที่จะมีคำถามเพิ่มเติมว่า "คุณสามารถรับ คำสั่ง หรือสามารถสร้างงานภายใต้การควบคุมของ AD ได้หรือไม่" ทั้งนี้เพราะบริษัทจะเข้าใจถึง EGO ที่มีในทุกคนนั่นเอง กล่าวคือ AD ก็ต้องได้อย่างใจคิด ถ้าไม่ได้ก็จะด่า จะโมโห โวยวาย (จริงๆนะ) ส่วน Graphic ก็อยากวาดลวดลายออกแบบตามใจฉัน พอโดน "สั่งแบบนั้นแบบนี้" ก็จะไม่พอใจ โมโหและทำงานออกมาได้ไม่ดี ก่อให้เกิดผลเสียทั้งสิ้น บางบริษัทจึงต้องตั้งคำถามนี้ไว้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง

ตกลง "คุณอยากทำงานอะไร?" คะ

 ----------------------------------ปล.แนะแนวสำหรับผู้กำลังเลือกเรียน--------------------------------

ถ้าอยากเป็นนักคิด [Creative] ให้เรียนนิเทศศาสตร์ โปรแกรมนิเทศศาตร์ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Communication Art ซึ่งหมายถึง ศิลปะการสื่อสารมวลชน คือ สอนให้รู้จักวิธีการสื่อสาร สอนให้ฟัง (เสียงผู้บริโภค) คิด (กลยุทธ์มัดใจ) พูด (เข้าใจง่าย ตรงประเด็น) อ่าน (จับประเด็นที่ต้องการนำเสนอได้) เขียน(โครงสร้างงานโดยรวม) ดังนั้น วุฒิที่ได้รับ จึงเป็น ศศบ.:ศิลปะศาสตร์บัณฑิต ซึ่งไม่ได้เกี่ยวเลยกับ Computer Graphic เพราะหน่วยกิตที่ได้จับคอมพ์นี่น้อยกว่านิเทศศิลป์

 

แต่...

 

ถ้าอยากเป็นนักออกแบบ [Graphic Designer] ให้เลือกเรียนนิเทศน์ศิลป์ (แต่ละมหาวิทยาลัยเรียกไม่เหมือนกัน ขอให้ดูที่หน่วยกิตที่มีการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ Drawing การออกแบบ เป็นหลัก) การสอนจะสอนเรื่องการออกแบบแพจเกจ การออกแบบสื่อโปสเตอร์ รวมถึงการใช้โปรแกรมต่างๆ (แล้วแต่เลือกเรียน) ที่จำเป็นในการทำงานด้าน Graphic

 

ที่แนะไว้ก็เพราะมีประสบการณ์ตรงอีกเช่นกัน
ตอนเรียน "ทะลึ่ง" เลือก นิเทศศาสตร์ ทั้งที่ชอบงานออกแบบ

ซื่อบื้อจริงๆ

ปล. Entry นี้ยาวมากๆ หารูปก็เยอะแล้วก็ใช้เวลานานมากกกกก
หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะเนี่ย

*Edit  เพิ่มเติมค่ะ เผอิญไปพบเว็บแนะแนวการศึกษาต่อด้านศิลปะเข้า แนะนำสาขาวิชาของแต่ละมหาวิทยาลัย ไว้ค่อนข้างชัดเจนดีทีเดียว ใครที่กำลังเลือกเรียนก็ตามไปดูได้เลยค่ะ

บล็อกของคุณ (ใน EXTEEN) ฮิตแค่ไหน?

การจัดอันดับนั้นเป็นสถิติ 1 วันที่ผ่านมา นั่นคือ สถิติแบบไม่ realtime นะ 

สรุปวันต่อวัน และไม่ได้นับจาก Pageviews แต่นับจากจำนวน IP Address ที่เข้าชม

เพราะถ้านับจาก Pageviews มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะเป็นการ "อ่านซ้ำ" "ดูเอง" ฯลฯ

และบล็อกต่างๆ จะมีรายชื่อได้ต้องเป็นบล็อกที่เป็นสมาชิกของทรูฮิตหรือใช้บริการ

ของเว็บสามาชิกเท่านั้น นั่นคือ จะมีรูป Truehits Stat อยู่หน้าบล็อก เอ้า..เช็คๆๆ 

 

มาดู 5 อันดับ TOP RANK  ของเมื่อวาน 11 กพ. 2550

อันดับ 1 http://bignose.exteen.com

อันดับ 2 http://vdoclip.exteen.com

อันดับ 3 http://doogutee.exteen.com

อันดับ 4 http://ffman.exteen.com

อันดับ 5 http://doosong.exteen.com

 

มาขยายรายการดูตัวเลข HOT HIT กัน..... 

สถิติประจำวันที่ 2008-02-11  

 

 

 

ถ้าคลิกเข้าไปในภาพกราฟ จะดูรายละเอียดได้อีก

ขออนุญาตยกตัวอย่างบล็อกพระเอกของเรา

http://bignose.exteen.com

ความนิยมอันดับ 1 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ เอ้า..ปรบมือดังๆ

 

 

โอ้ว...สถิติดีไม่มีตกเลยเชียว 

.

.

.

ดูของชาวบ้านแล้วก็มาย้อนมาดูตัว

 

 

 

 

บล็อกของเรา

ARTAmpersand/Needlecard disc with push out letter yING

 

เมื่อวานนี้ สถิติร่วงกราวไปอยู่อันดับที่ 137 จากสมาชิกทั้งหมด 13,318 อันดับ (โอ..น่าดีใจเหลือเกิน)

 

 


 

แล้วนี่กราฟสถิติโดยรวม

 

ต๊ายยย.....ฟ้ากะเหว   

วันไหนพุ่งปรี๊ดก็ปรี๊ดซะมากมาย 

วันไหนเหงาก็ดรอปซะติดดินไปเลย 

เจ๋งป่าวที่รัก!

 

สำหรับคนอื่นๆ และคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ Exteen ก็เช็คได้เหมือนกันนะคะ (ทั้ง bloggang, storythai,dek-d,kapook ฯลฯ) ถ้าสงสัยใคร่อยากรู้ RANK ของตัวเองว่าอยู่อันดับที่เท่าไหร่?

ก็ตามดูได้ที่นี่เลยค่ะ http://blogrank.truehits.net/?provider=l0022680   

 

วันก่อนดูหนังเรื่อง "บอดี้ ศพ" กับพี่ชาย พอถึงตอนที่ผมโพสต์ไว้ข้างบน  พี่ชายก็หันมาถามว่า "มันทำได้จริงๆหรือวะ ?"

 

โดยส่วนตัว  ผมเชื่อว่าการสะกดจิตจะสามารถขุดเอาความทรงจำที่คนถูกสะกดจิตลืมไปแล้ว หรือเก็บกดไปแล้ว ให้กลับคืนมาสู่พื้นผิวแห่งจิตสำนึกได้

 

แต่ผมไม่แน่ใจว่า  เราสามารถสะกดจิตคนได้ขนาดที่หนังทำให้เราดูหรือเปล่า

 

ลองตัดประเด็นที่ว่า ทำได้จริงหรือไม่ออกไปก่อน  ทีนี้เราจะอธิบายฉากนี้ได้อย่างไร ?

 

ผมขออธิบาย "ความเป็นไปได้" ของฉากนี้ ดังนี้

 

1. ดารารายกำลังสะกดจิตนักศึกษาด้วยเสียงเพลง (ริงโทนเพลง "ภาพลวงตา") ซึ่ง ในทางทฤษฎี เพลงสามารถสะกดจิตคนได้  การเปิดเพลงวนไปวนมา (อย่างที่ดารารายปล่อยให้โทรศัพท์มือถือของนักศึกษาดังลั่นอยู่อย่างนั้น) จะทำหน้าที่คล้ายกับการ "กล่อม"  คือทำให้ concious (จิตสำนึก) ค่อยๆ อ่อนตัวลงไป  มีสภาพคล้ายง่วงนอน  เอื้อให้สิ่งที่เก็บอยูในจิตใต้สำนึกหลุดออกมา (และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมคนที่หลับจึงฝัน  ซึ่งถือว่าเป็นการปลดปล่อยสิ่งที่เก็บกดไว้อย่างหนึ่ง)

 

2. เพื่อที่จะขุดเอาความทรงจำที่เก็บกดของนักศึกษาออกมา  ดารารายได้ "ด่าพ่อล่อแม่" ของนักศึกษาผู้นั้น  ซึ่งต่อมามันได้ทำให้นักศึกษาอยู่ในภาวะ "ถูกสะกด" เข้าจริงๆ  ทั้งนี้อาจมีสาเหตุเนื่องมาจาก

 

2.1  การด่าพ่อล่อแม่  เป็นการยั่วโมโห  เมื่อบุคคล "สติแตก"  ความเข้มแข็งของการเก็บกดจะอ่อนตัวลงไป  ด้วยเหตุนี้ เวลาที่คนเราโกรธจัดๆ จึงมักเผลอพูดอะไรที่เก็บกดไว้อยู่ในใจ

 

2.2  การพูดถึง "พ่อแม่" ถือเป็นการ "สะกิด" เข้าไปในจิตไร้สำนึกของนักศึกษา  ในทางทฤษฎี เราเรียกกระบวนการนี้ว่า free association ("การเชื่อมโยงอิสระ")

 

จิตใจคนเราก็เปรียบได้กับเว็บเพจหน้าหนึ่ง  ซึ่งในเว็บเพจนั้นจะมี "link" ไปที่เวบเพจอื่นๆ

 

การที่ดารารายเปิดประเด็น "ด่าพ่อแม่" ของนักศึกษา  นอกจากเป็นการยั่วให้สติแตกแล้ว  ยังถือเป็นการสร้าง link อันหนึ่งที่พาจิตใจของนักศึกษากลับไปสู่ "เว็บเพจ" ในวัยเด็กตอนแปดขวบ   ความทรงจำที่เคยถูกพ่อฟาดด้วยเข็มขัดที่เคยถูกปิดผนึกตายไว้  จึงได้ถูกแง้มออกด้วย link "ด่าพ่อล่อแม่" ของดาราราย

 

อนึ่ง สำหรับมนุษย์ ความทรงจำที่น่าอับอายที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ link ไปกับพ่อแม่  (ฉะนั้นดารารายจึงเลือกที่จะด่าพ่อล่อแม่  ไม่ใช่ด่าเรื่องอื่น)

 

ทั้งหมดที่เขียนไปคือ การคาดเดานะครับ

 

กรุณาอย่าไปลองด่าพ่อล่อแม่ใครเพื่อการสะกดจิต

 

เพราะนอกจากจะไม่อาจสามารถทำลายเขื่อนแห่งการเก็บกดได้

 

คนที่ถูกด่าพ่อล่อแม่ อาจจะยังคงมี "สติ" และ "จิตสำนึก" ที่จะด่าพ่อล่อแม่กลับคืนมา

"ปมปิตุฆาต" ใน SWEENEY TODD

posted on 05 Feb 2008 18:44 by artandying  in Movie, Psycho

คำเตือน : ข้อเขียนนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์

 

Photobucket

 

หากจะสรุปสิ่งที่ Sigmund Freud เรียกว่า "ปมอิดิพุส" ให้สั้นที่สุด ก็คงต้องกล่าวว่า

 

ผู้ชายทุกคนมีความปรารถนาแฝงเร้นที่จะมี sex กับแม่ของตน  และเห็นว่าพ่อเป็นอุปสรรคในความปรารถนานั้น จึงมีความปรารถนาที่จะฆ่าพ่อ ("ปิตุฆาต") ด้วย

 

ผมคิดว่าหนังเรื่อง Sweeney Todd มีประเด็นเรื่อง "ปมอิดิพุส" นี้อยู่ โดยเฉพาะเรื่องของ "ปมปิตุฆาต"

 

Sweeney Todd นั้นเคยสร้างมาหลายครั้งแล้ว ก่อนจะมาเป็นเวอร์ชั่นของทิม เบอร์ตัน  และผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า  เมื่อเทียบกับหนังเวอร์ชั่นก่อน  Sweeney Todd ของทิม เบอร์ตันมีความต่างที่สำคัญคือ  หนังกำหนดให้พระเอกมีลูกสาวชื่อโจแอนนา  ขณะที่ในเวอร์ชั่นก่อนๆ โจแอนนาเป็นเพียงหญิงที่พระเอกหลงรักเท่านั้น

 

ความต่างนี้ชวนให้คิดว่า  Sweeney Todd ของทิม เบอร์ตัน มีประเด็นเรื่อง "พ่อๆลูกๆ" เป็นสำคัญ

 

ผมจะขออธิบายสมมติฐานของผม โดยแบ่งเป็นประเด็นย่อยๆ ดังนี้

 

1. พระเอกกับผู้พิพากษา

ความแค้นของกัลบกที่มีต่อผู้พิพากษาจะว่าไป ก็ดูเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความแค้นที่ลูกชายมีต่อพ่อ

 

สำหรับเด็กผู้ชายทุกคน  "พ่อ" คือ คนที่แย่ง "แม่" หรือผู้หญิงที่เขารักมากที่สุดในชีวิตไปจากเขา

 

อนึ่ง "พ่อ" ถือเป็นตัวแทนแห่ง "กฎระเบียบ" ภายในบ้าน   เด็กผู้ชายทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเป็น "เด็กดี" ตามกฎของพ่อ  และกฎแรกของพ่อ ที่ลูกชายจะต้องรับรู้ในชีวิตคือ "แม่ไม่ใช่ของลูก แต่เป็นของพ่อ"

 

น่าสนใจว่า หนังกำหนดให้คนที่มาแย่งคนรักของพระเอกเป็น "ผู้พิพากษา" ซึ่งก็เป็น representation ของกฎระเบียบเช่นกัน  ทั้งนี้ ผู้พิพากษาก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากพ่อผู้ซึ่งใช้กฎระเบียบมาเป็นอุปสรรคความรักระหว่างพระเอกกับหญิงที่เขารัก (ซึ่งในแง่นี้  ต้องถือว่าคนรักของท๊อดด์เป็นสัญลักษณ์ของ "แม่")

 

ในมุมมองนี้ การตามล่าล้างแค้นของกัลบกจึงเป็นสัญลักษณ์ของ "ปมปิตุฆาต"

 

2. พระเอกกับคุณนายเลิฟเว็ตต์

ในระหว่างการตามล่าล้างแค้น  พระเอกจะได้ไปเจอกับคุณนายเลิฟเว็ตต์ เจ้าของร้านพายแห่งหนึ่ง  ซึ่งต่อมาจะร่วมมือกันทำสังฆกรรมฆ่าคนไม่เลือกหน้า ด้วยรูปแบบที่น่าสยดสยองยิ่ง   กล่าวคือ  พระเอกจะฆ่าทุกคนที่มาตัดผมกับเขา  แล้วคุณนายจะนำเนื้อศพไปทำเป็นไส้พายขายอีกทีหนึ่ง

 

"ฆ่าแล้วกิน"  ในทางจิตวิทยานั้นเรียกว่า cannibalism

 

หากการฆ่าคนไม่เลือกหน้าของพระเอกเป็นส่วนหนึ่งของ "ปมปิตุฆาต" (คือการตามล่าผู้พิพากษา)  แล้วเราจะอธิบายการนำศพมาเป็นอาหารได้อย่างไร ?

 

Freud กล่าวว่า กระบวนการ identification (การทำตัวเลียนแบบใครคนหนึ่ง) อาจเกิดจากการจินตนาการว่า "กำลังกินคนที่อยากเลียนแบบ" อยู่   กล่าวคือ ในจิตไร้สำนึกนั้น เรา "อยากเป็นเหมือนใคร" ก็เท่ากับ เรา "อยากกิน" คนๆนั้น (ให้เข้ามาอยู่ในตัวเรา)

 

ทีนี้ ขอกลับมาที่ "ปมปิตุฆาต"  เด็กชาย เมื่อพบว่าพ่อคือศัตรูคนสำคัญที่จะมาแย่งแม่   เขาจะมีวิธีการประกาศความเป็นปฏิปักษ์ต่อพ่อวิธีหนึ่งคือ  "ทำตัวเลียนแบบพ่อ" หรือ identify ตัวเองเข้ากับพ่อ   ทั้งนี้ การทำตัวเหมือนพ่อ  นัยยะหนึ่งก็คือ ทำตัวเป็นผู้ชายที่แม่รัก  (ฉะนั้น จึงเป็นการประกาศ "ตีตนเสมอพ่อ" แบบหนึ่ง)

 

เด็กชายคนไหนก็ตามที่พูดว่า "โตขึ้นผมจะเป็น หมอ ตำรวจ ฯลฯ อย่างพ่อครับ" ขอให้รู้ไว้เถิดว่า นั่นคือ "ปมปิตุฆาต" ที่ฝังลึกในจิตไร้สำนึก

 

และเมื่อผนวกกับทฤษฎีที่เพิ่งกล่าวมา คือ "การทำตัวเหมือน" เท่ากับ "การกิน"   เราจึงสรุปได้ว่า  ปมอยากฆ่าพ่อนั้น link กับปมอยากกินพ่อ

 

จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ พระเอกกับคุณนายเลิฟเว็ตต์จะกลายมาเป็นคู่หูคู่โหดกัน  คนหนึ่งเอื้อแก่การฆ่า  อีกคนเอื้อแก่การกิน

 

เหยื่อต่างๆของพระเอกคือ การกรุยทางไปสู่การฆ่า "พ่อ" (ผู้พิพากษา)  เหยื่อต่างๆที่ถูกนำมากินก็คือ การกรุยทางไปสู่การกินพ่อเช่นกัน

 

อนึ่ง การที่ท้ายที่สุดพระเอก "ตัดสิน" ว่าทุกคน "สมควรตาย"  (ทีแรก เขาคิดเพียงแต่ฆ่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง)นัยยะหนึ่งก็คือ  เขากำลังทำตัวเหมือนผู้พิพากษาที่เขาเกลียดชัง  ในแง่นี้ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หนังจะมีฉากผู้พิพากษาตัดสินประหารชีวิตคนอื่น    ถ้าผู้พิพากษาใช้กฎหมายประหารคนอื่น  ขณะนี้ท๊อดด์ก็กำลังเอา "กฎกู" มาตัดสินผู้อื่นเช่นเดียวกัน

 

3. ท๊อดด์  คุณนายเลิฟเว็ตต์ และเด็กรับจ้าง

ที่ร้านพาย (บวกร้านตัดผม) คู่หูคู่โหดได้รับเด็กชายคนหนึ่งมาเป็นคนงานประจำร้าน

 

เด็กคนนี้เป็นสัญลักษณ์ของอะไร ?

 

ตอบ "ลูกชาย" ของคู่หูคู่โหด

 

การรับอุปการะ เลี้ยงดู  ให้เงิน  ให้ของกิน ให้เครื่องดื่ม ให้ที่พักอาศัย  ล้วนเป็นเครื่องหมายที่ชวนให้คิดว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง พระเอก คุณนายเลิฟเว็ตต์ และเด็กรับจ้าง เป็นไปแบบ "พ่อ-แม่-ลูก"

 

น่าสังเกตว่าเด็กชายเรียกคุณนายว่า Mam  ซึ่งฟังๆ ก็คล้ายคำว่า "mom" อยู่มาก

 

ถ้าพระเอกมีปมแค้นต่อผู้พิพากษา  เด็กชายคนนี้คือ ภาพสะท้อนของเขา

 

สำหรับเด็กชาย  สุดท้ายแล้ว ท๊อดด์คือคนไม่ดี  เขาจึงไปเตือนคุณนายเลิฟเว็ตต์ให้ระวัง

 

ในฉากที่เด็กลูกจ้างเตือนคุณนายเลิฟเว็ตต์นั้น  เขาได้แสดงความรักต่อเธอโดยสัญญาว่าจะปกป้องเธออย่างดีที่สุด  จะว่าไปพฤติกรรมนี้ ก็เหมือนกับลูกชายทั่วๆไป ที่ชอบแสดงลักษณะ hero ที่จะ protect แม่ของตัว

 

4. ฉากจบ : วงจรปิตุฆาต

 

ด้วยความรักที่มีต่อ "Mam" ของเขานี่เอง  เด็กชายจึงฆ่าพระเอกที่ไปฆ่าหญิงที่เขารักก่อน

 

และก่อนหน้าเหตุการณ์นี้  พระเอกของเราก็บรรลุ "ปมปิตุฆาต"  ด้วยการฆ่าผู้พิพากษาที่ตามล่ามานาน

 

ท๊อดด์ฆ่าผู้พิพากษา (สัญลักษณ์ของ "พ่อ") แล้วมาถูกเด็กชาย (สัญลักษณ์ของ "ลูกชาย") ฆ่า

 

ชายผู้ซึ่งฆ่า "พ่อ" แล้วต้องมาจบชีวิตด้วย "ลูกชาย"   เราจะตีความว่าอะไร ?

 

ก็ต้องขอตีความว่า  หาก "ปมปิตุฆาต" มีอยู่ในจิตใจของเด็กผู้ชายทุกคนจริงอย่างที่ Freud ว่า  ปมนั้นก็จะเป็นวงจรไปเรื่อยๆ

 

ตอนคุณเป็นเด็ก คุณก็เกลียดพ่อ  อยากฆ่าพ่อ  ต่อมาก็ทำตัวเลียนแบบพ่อ (ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการกลายเป็นคนที่มี "กฎระเบียบ")

 

ต่อมาคุณก็มีลูกเป็นของตนเอง  เมื่อเป็นพ่อคน ทีนี้คุณก็จะโดนปมปิตุฆาตบ้าง

 

เป็นวงจรอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

 

แน่นอน ในระดับจิตสำนึก เราย่อมเก็บกด "ปมปิตุฆาต" ไว้หมดแล้ว  เมื่อเติบโต หากไม่ใช่คนโรคจิตจริงๆ คงไม่มีใครทำ ปิตุฆาตขึ้นมาจริงๆ

 

แต่หนังเรื่องนี้มันมาสะกิดเตือนเราว่า แม้จะทำเป็นลืม และเก็บกดไว้  แต่ผู้ชายทุกคนมีด้านมืดของ "ปมปิฆาต" ซ่อนอยู่เสมอ  เขา "ไม่เคยลืม" จริงๆว่าเคยเกลียดพ่อ  และเขา "ไม่เคยให้อภัย" จริงๆว่า พ่อคือคนที่แย่งแม่ไปจากเขา

 

ดังคำในใบปิดหนังว่า

 

NEVER FORGET.

NEVER FORGIVE.