Movie

The Mist : ในนามของพระ "บิดา"

posted on 03 Mar 2008 23:35 by artandying  in Art, Movie, Psycho

คำเตือน : entry ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์เพราะมีการเปิดเผยส่วนสำคัญของหนัง

 

The Mist

 

FEAR CHANGES EVERYTHING

 

"ความกลัวเปลี่ยนได้ทุกอย่าง" ประโยคซึ่งปรากฎอยู่บนใบปิดหนังเรื่อง The Mist ถือได้ว่าเป็นประโยคที่สรุปแก่นเรื่องของหนังได้ดีที่สุด  ทั้งนี้ The Mist ได้พาเราไปพบกับด้านมืดของมนุษย์  เมื่อมนุษย์ถูกครอบงำด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด สัญชาตญาณดิบเถื่อนก็มิอาจจะถูกกักเก็บไว้ภายในเขื่อนแห่งการเก็บกดได้อีกต่อไป

 

หนังสมมติสถานการณ์ให้ตัวละครกลุ่มหนึ่งต้องมาหลบภัยร่วมกันภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง  ภัยคุกคามที่ว่าคือหมอกมรณะที่แฝงไปด้วยเหล่าสัตว์ประหลาดที่รอเขมือบเหยื่อของมัน

 

ตัวละครเหล่านี้ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวทั้งจากภายนอก คือสัตว์ประหลาด  และทั้งจากภายในคือความหวาดกลัวของมนุษย์ด้วยกันเองที่พร้อมจะทำร้ายซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด

 

หนังซ้อนประเด็นทางศาสนาอย่างล้ำลึก  เพราะเราสามารถแบ่งตัวละครได้ออกเป็น 2 กลุ่ม  กลุ่มแรกคือพวกที่เผชิญความหวาดกลัวของตนด้วยหลักแห่ง "เหตุผล"  ใช้วิธีคิดวางแผน และสติปัญญาในการเอาตัวรอดจากภัยคุกคาม  ขณะที่ตัวละครอีกกลุ่มหนึ่งเป็นพวกยึดมั่นใน "ศรัทธา"  ในพระผู้เป็นเจ้า  เชื่อว่าสัตว์ประหลาดร้ายนั้นแท้จริงแล้วเป็นพระประสค์ของพระองค์ เป็นสัญญาณแห่งวันพิพากษา

 

ฝ่ายตัวละครผู้ยึดมั่นในศาสนานั้น นำโดยตัวละครหญิงตัวหนึ่ง ซึ่งแต่เริ่มเรื่องก็ไม่มีคนเชื่อถือเธอนัก  แต่เมื่อเรื่องดำเนินต่อไป เธอจะเริ่มมี "สาวก" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จนสุดท้าย ศรัทธา  ความหวาดกลัวและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดได้แปรเปลี่ยนมาเป็นความโหดร้ายก้าวร้าว  เมื่อตัวละครฝ่าย "ศรัทธา" คิด "บูชายัญ" ตัวละครบางคน (โดยจับไปให้สัตว์ประหลาดกิน) เพื่อที่ว่าพระเจ้าจะพอพระทัย

 

นั่นคือโครงเรื่องคร่าวๆของ The Mist

 

คำถามสำคัญที่เราควรตั้งคือ  ถ้า "ความกลัวเปลี่ยนได้ทุกอย่าง"  ลึกๆแล้ว ตัวละคร "กลัว" อะไร ?  และถ้างานของสตีเฟน คิง (ผู้เขียน The Mist) มักตีแผ่จิตใต้สำนึกของมนุษย์   ในจิตใต้สำนึกนั้น มนุษย์กลัวอะไร ?

 

.................................................................................

 

ต่อคำถามข้างต้นนั้น ผมขอเสนอคำตอบว่า หนังเรื่อง The Mist สื่อถึงความกลัวต่อ "พ่อ" ที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคน

 

 

เพื่อ justify คำตอบเชิงสมมติฐานของผม  ผมขอเล่าทฤษฎีจิตวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อดังนี้

 

1. ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์  จิตใจคนเรามี 3 ส่วนคือ id ego และ superego  ego คือ "ฉัน" เป็นส่วนที่เรารับรู้เกี่ยวกับตัวเรา (ฉันคือใคร  ฉันคิดอะไร ฉันต่องการอะไร)  ego หรือ "ฉัน" นี้ จะอยู่ตรงกลางระหว่าง id กับ superego  id คือสัญชาตญาณเถื่อนดิบที่ผลักดัน ego ให้ทำตามใจมัน  ขณะที่ superego คือส่วนศีลธรรมข้อห้ามที่คอยเบรค ego ไว้

 

ในชีวิตของคนเรา id ego superego จะทำงานร่วมกันเสมอ แม้ว่าจะขัดแย้งกันอย่างสำคัญ  ยกตัวอย่าง ego "ฉัน"  ไปเจอเพศตรงข้าม   id (ในจิตใต้สำนึก) ก็จะออกคำสั่งแก่ "ฉัน" ว่า "ไปปล้ำเลย"  แต่ supergo ก็จะมาเบรคไว้ว่า "เฮ้ย มันผิดศีลธรรม  ปล้ำไม่ได้ เอ็งต้องไปจีบเขาดีๆ"   นั่นคือเพื่อสนองความปรารถนาบางอย่างภาคจิต 3 ส่วนมันจะประชุมหารือกันเพื่อ deal กับ reality ให้ได้เหมาะที่สุด

 

2. เด็กแรกเกิดจะมีแต่ id และ ego  เท่านั้น superego จะมาทีหลังสุด  ฉะนั้นเด็กแรกเกิดจึงมีพฤติกรรมที่สนองความต้องการของตนเท่านั้นโดยไม่รับรู้กฎระเบียบอะไรทั้งนั้น

 

3. ทีนี้ ในบรรดาความปรารถนาทั้งหมดของเด็ก   จะมีความปรารถนาหนึ่งคือความ "อยากรู้" ที่จะเกิดขึ้นในใจเด็ก  แต่เป็นความ "อยากรู้" ที่สัมพันธ์กับเรื่องเพศ   พูดง่ายๆคือเมื่อถึงวัยหนึ่งเด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องเพศ

 

เจ้าหนูจำไมจะสงสัยว่า เด็กมาจากไหน (ฉันมาจากไหน น้องมาจากไหน)  เวลาพ่อแม่หายไป พ่อแม่ทำอะไรกัน คนอื่นๆมี "ไอ้นั่น" เหมือนฉันไหมหนอ   และ "ไอ้นั่น" มันมีไว้ทำไม   ทำไมเวลาฉัน "เล่น" "ไอ้นั่น" มันถึงเพลินดีจัง ฯลฯ

 

4. ทว่า เมื่อเด็กแสวงหา "คำตอบ" เพื่อสนองสัญชาตญาณความ "อยากรู้อยากเห็น" (เรื่องเพศ) ของตน  "พ่อ" จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อสกัดกั้นความอยากรู้ (อันแก่แดด - ในสายตาพ่อ) นั้น

 

เช่น เมื่อเด็กเล่น "ไอ้นั่น" พ่ออาจจะดุว่า "อย่าไปเล่น !" กระทั่งขู่ว่าจะตัดมือทิ้ง   หรือเมื่อเด็กถามว่า "ลูกมาจากไหน" พ่ออาจตอบว่า "เมื่อโตลูกจะรู้เอง"   หรือเมื่อเด็กบังเอิญไปเห็นพ่อกับแม่ make love กันเด็กอาจถูกพ่อดุตวาดเปิดเปิง

 

ไม่ว่ารูปแบบการสกัดกั้นความรู้ของ "พ่อ" จะนุ่มนวลหรือแข้งกร้าวเพียงใด (ตั้งแต่พูดดีๆไปจนถึงดุด่าว่ากล่าว) เด็กจะเริ่มเรียนรู้ "ความรู้สึกผิด" (gulity) เป็นครั้งแรกของชีวิต   สิ่งที่ถูก/สิ่งที่ผิด จะแยกออกจากกันชัดเจนในใจของเด็ก 

 

"พ่อ" คือตัวแทนของกฎระเบียบแห่งแรกของมนุษย์ที่จะมาบอกเราว่า สิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ผิด

 

"พ่อ" คือตัวแทนแรกในโลกของเด็กที่บอกว่า ความปรารถนาของเธออาจถูกลงโทษถ้ามัน "ผิด" "ไม่เคารพกฎเกณฑ์"

 

และด้วยความกลัวพ่อนี่แหละ ที่เด็กจะเรียนรู้ที่จะเก็บกดความอยากที่ "ผิดๆ" ของตนไว้ และเริ่มสร้าง superego ในใจเป็นตัวกำกับการกระทำของตนว่าอย่าทำสิ่งโน้นอย่าทำสิ่งนี้

 

5. "พ่อ" ในฐานะกฎระเบียบและตัวห้ามปรามจึงนำมาซึ่งความหวาดกลัวในใจของเด็ก (เสียงที่ว่า "มึงอย่าทำอย่างนี้นะมึง ! จะดังกึกก้องในจิตใต้สำนึกของเด็กนับแต่นั้น)  แต่ขณะเดียวกัน  "พ่อ" หรือ superego ก็มีฐานะผู้ปกป้องหรือผู้รับประกันความปลอดภัยด้วย  นั่นคือเด็กเรียนรู้ว่าถ้าทำตามกฎ(ของ "พ่อ" หรือ superego) เด็กก็จะอยู่ในสังคมอย่างปลอดภัย เสมือนได้รับความคุ้มครองจาก "พ่อ"

 

6. ต่อมา superego - ซึ่ง origin คือ "พ่อ" - จะพัฒนามาเป็นกฎระเบียบของสังคม ศีลธรรมและที่สำคัญคือศาสนา   เพราะความกลัวของมนุษย์ มนุษย์จึงต้องการ "พ่อ" คุ้มครองตลอดเวลา  แม้ไม่มีพ่อจริงๆแล้ว มนุษย์ก็ยังจะแสวงหา "พ่อ" ในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะในศาสนา (เราจึงมี พระ"บิดา"  องค์ "พ่อ" จตุคามรามเทพ และอีกหลายเสด็จ "พ่อ" - นี่ยังไม่นับว่าในสังคม เรายังต้องการการคุ้มกะลาหัวจากเจ้า "พ่อ" ต่างๆ)

 

โดยสรุป "พ่อ" (ทั้งพ่อจริงๆ  superego  กฎเกณฑ์ต่างๆ หลักศาสนา) เป็นทั้ง ข้อห้าม  ของน่ากลัว  ภัยคุกคาม และสิ่งที่ปกป้องในเวลาเดียวกัน

 

 

..............................................................................

 

ในทัศนะของผม  พระเจ้าหรือพระ "บิดา" คือตัวละครที่สำคัญที่สุด น่ากลัวที่สุด ในหนังสยองขวัญเรื่องนี้

 

ขณะที่เราอกสั่นขวัญแขวนไปกับความน่าสยองของหมอกและเหล่าสัตว์ประหลาด   หนังจะเข้าไปกระตุกความหวาดกลัวที่ซ่อนลึกลงไปอีก  ในระดับจิตใต้สำนึกของเราว่า  "ถ้าเอ็งอยากรู้มากไป เอ็งจะถูกพ่อลงโทษ"

 

เพื่ออธิบายระบบเครือข่ายสัญลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ที่มี "พ่อ" เป็นศูนย์กลาง  ผมขอแตกออกเป็น 4 ประเด็นย่อยดังนี้

 

1. ที่มาของ FEAR (ความหวาดกลัว) อันได้แก่หมอก (the mist) และสัตว์ประหลาดมาจากไหน ?

 

หนังจะเฉลยว่าเกิดจากการทดลองอันผิดพลาดของกองทัพสหรัฐ

 

ในเชิงสัญลักษณ์ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ย่อมสื่อถึง สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์  ซึ่งไอ้เจ้าความ "อยากรู้" นี้แหละที่มันไป "ขัดใจพ่อ" (ดังทฤษฎีที่ได้ให้อรรถาธิบายไปข้างต้น)

 

ตัวละครหญิงที่เป็นตัวแทนของผู้ยึดมั่นในศรัทธา ผู้อ้างว่าเป็นกระบอกเสียงของพระผู้เป็นเจ้า (ในแง่นี้ เธอคือตัวแทนของ "พ่อ" และ superego คือกฎศีลธรรมด้วย) พูดอยู่ตลอดทั้งเรื่องว่า "ความอยากรู้" นั้นเป็นบาป  เป็นการกระทำที่ขัดพระประสงค์ของพระ "บิดา"  เธอยกตัวอย่างเรื่องการเหยียบดวงจันทร์ของมนุษย์  การทดลองแยกอะตอม

 

ประโยคที่ชัดที่สุดคือเมื่อเธอพูดว่า "มนุษย์ค้นหาความลับของธรรมชาติซึ่งเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้น" ซึ่งสะท้อนสัญลักษณ์ว่า เด็กไม่ควรจะอยาก "รู้" ในสิ่งที่ "พ่อ" เท่านั้นที่จะรู้  และพ่อห้ามไม่ให้รู้

 

ตัวละครหญิงนี้จึงสร้างความคิดแก่ตัวละครอื่นๆว่า หมอกก็ดี สัตว์ประหลาดก็ดี ล้วนเป็นบาปของมนุย์  เป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า  เป็นการลงโทษของพระองค์ที่มีต่อ "ลูกๆ" ที่ทำ "บาป" (บาปเพราะ "อยากรู้" มากไป)

 

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ตัวละครที่ถูกจับ "บูชายัญ" จะเป็นนายทหารหนุ่มจากกองทัพ  เพราะเขาคือตัวแทนของ "ลูก" ที่บังอาจการะทำการ "ทดลอง" ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามของ "พ่อ"   เสมือนเด็กน้อยที่ก๋ากั่นทดลอง "เล่น" "ไอ้นั่น" ของตัวเองด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนถูกพ่อตีมือ

 

จิตใต้สำนึกจะกระซิบบอกเราว่า "ที่เอ็งมีความกลัวถึงทุกวันนี้  เพราะครั้งหนึ่งเอ็งเคยอยากรู้มากไป  และความอยากรู้นั้นนำมาซึ่งการลงโทษของพ่อ"

 

2. เมื่อตอนต้นของ entry ผมได้แบ่งตัวละครออกเป็น 2 พวกคือพวก "เหตุผล" กับพวก "ศรัทธา"

 

ตอนนี้ผมขอเสนอให้แบ่งใหม่ โดยจัดให้พวกเหตุผลเป็น "ลูกที่ดื้อต่อพ่อ" และพวกศรัทธาเป็น "เด็กดีของพ่อ"

 

"เหตุผล" คือสัญลักษณ์ของการแสวงหาความรู้   ตัวละครกลุ่มนี้จะไม่ยอมเชื่อตัวละครฝ่ายศรัทธาว่านี่เป็นเรื่องของพระเจ้า

 

พวกเขาคิดหาหนทางรอดตาย โดยการ "คิด" "วางแผน" และ "ใช้ปัญญา"   แต่ผลที่พวกเขาได้รับคืออะไร ? คำตอบคือ ตาย

 

ตัวละครช่างไฟหนุ่มถูกเขมือบไปแต่ต้นเรื่องเพราะ "ไม่เชื่อ" ว่ามีสัตว์ประหลาดซ่อนอยู่ในหมอก - ความ "ไม่เชื่อ" เป็นสัญลักษณ์ของการขาดความศรัทธา  ช่างไฟหนุ่มไม่เชื่อว่ามีสัตว์ประหลาดซ่อนอยู่ในหมอกเปรียบไปแล้วก็เหมือนคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าสถิตย์อยู่บนสรวงสวรรค์ (เพราะมองไม่เห็น)

 

ตัวละครทนายและพวกเป็นตัวแทนของคนที่ "คิด" และ "วางแผน"  พวกเขาปฎิเสธที่จะเชื่อไบเบิ้ล และปฎิเสธว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่จริง  สุดท้ายตัวละครพวกนี้ตายหมด

 

ตัวละครกลุ่มพระเอก  พวกนี้รู้ว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ แต่ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องศาสนา  พวกเขาจึงคิดหาทางรอดด้วย "ปัญญา"  สุดท้ายก็ตายหมดเช่นกัน (ยกเว้นพระเอก - ซึ่งเดี๋ยวผมจะกลับมาประเด็นนี้)

 

ตัวละครที่ "คิด" ที่ "ใช้เหตุผล" ไม่อาจรอดตายได้  ซึ่งนั่นก็เป็นสัญลักษณ์ของการเผชิญหน้ากับความกลัวโดยไม่ยอมรับกับกฎเกณฑ์ของพ่อ   ตัวละครฝ่าย "ลูกที่ดี" พยายามบอกอีกฝ่ายตลอดเวลาว่า "ไม่ต้องทำอะไร" เพราะนั่นเป็นพระประสงค์  พูดง่ายๆคือ  "อย่ารู้"  "อย่าคิด"   แต่ฝ่าย "เด็กดื้อ" ไม่เชื่อไม่รับ "กฎของพ่อ" จึงไม่ได้รับความคุ้มครองจากพ่อ และถูก "พ่อ" ลงโทษอย่างแสนสาหัส  (สัญลักษณ์สำคัญคือ  ตัวละครฝ่ายศาสนาใช้มีดจ้วงแทงฝ่ายเหตุผลเพราะไม่ยอมเชื่อพระ "บิดา" ตามตน)

 

3. ฉากจบ

 

ตัวละครฝ่ายพระเอก (เหตุผล) พยายามหาทางรอดโดยไม่เชื่อในพระเจ้า  สุดท้ายพวกเขาตัดสินใจขับรถหนีออกไปโดยมีปืนพกไปด้วย 1 กระบอก

 

เคราะห์ร้ายน้ำมันหมด  พวกเขาไม่อาจหนีไปได้ไกล   พระเอกจึงตัดสินใจใช้ปืนที่บรรจุกระสุน 4 นัดฆ่าพวกที่หนีมาด้วยกันหมด (รวมทั้งลูกชายของตัวเอง)  ส่วนพระเอกนั้นจะฆ่าตัวตาย (เนื่องจากกระสุนไม่พอ) ด้วยการให้สัตว์ประหลาดกิน

 

ทว่า โชคชะตาก็เล่นตลกกับพระเอก เมื่อเขาพบว่าสุดท้าย  ทหารได้มาปราบสัตว์ประหลาดหมดสิ้นแล้ว  ไม่มีสัตว์ร้ายอีกแล้ว  แต่เขาก็ได้ฆ่าเพื่อนร่วมทางกับลูกชายไปแล้ว !

 

ถ้าเขา "ศรัทธา" ไม่คิด ไม่วางแผน  ไม่หนีออกมา  และยังคงอยู่ในห้างอย่างพวกนับถือพระ "บิดา"  เขาก็คงรอดมาอย่างดีโดยไม่มีใครต้องตาย

 

ด้วยความสิ้นหวังสุดขีด เขาแหกปากตะโกนประโยคสุดท้ายของหนังซึ่งสำคัญมากว่า "พระเจ้าไม่รักเรา"  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสิ้นหวังของ "ลูกที่พ่อไม่รัก"

 

ขณะที่ผู้ศรัทธา - "เด็กดีของพ่อ" - (น่าจะ)รอดตายหมด  ซึ่งนั่นสะท้อนว่า  "พ่อ" คือ fear (ความหวาดกลัว) ก็จริง  แต่ "พ่อ" ก็ protect คุณได้ถ้าคุณรับกฎของ "พ่อ"  และ "พ่อ" จะลงโทษคุณถ้าคุณไม่รับกฎนั้น

 

ความคลุมเครือของ "พ่อ" ในฐานะทั้งผู้คุ้มครองที่อบอุ่นและผู้ลงโทษที่น่ากลัวนั้นก็สะท้อนออกมาผ่านตัวละครพระเอกเอง

 

พระเอกก็เป็นพ่อคน  ตลอดทั้งเรื่องเขาแสดงบทบามปกป้องลูกชายอย่างสุดชีวิต

 

แต่สุดท้าย เขาเองก็ฆ่าลูกด้วยมือของเขาเอง

 

ในด้านหนึ่ง การยิงลูกก็คือการทำร้ายลูก  แต่ในอีกด้านหนึ่งการยิงนี้ก็เป็นการปกป้องไม่ให้ลูกถูกสัตว์ประหลาดกินทั้งเป็น  เราจะแยกออกได้อย่างไรระหว่างความรักของพ่อกับความโหดร้ายของพ่อ  เช่นเดียวกับที่เราจะรู้พระประสงค์ของพระบิดาได้อย่างไรว่า "รัก" เราหรือ "เกลียด" เรา

 

"พ่อ" ทั้งปกป้อง ทั้งทำร้าย  ทั้งคุ้มครอง  ทั้งลงโทษ

 

นั่นและความน่ากลัวของ "พ่อ" ที่ฝังในจิตใต้สำนึกของเราทุกคน

 

(note : ขอให้ดูใบปิดหนัง  ซึ่งสะท้อนภาพ พ่ออุ้มลูกด้วยลักษณะ protect แต่ขณะเดียวกันก็อุ้มลูกอยู่ใกล้ๆอะไรบางอย่างที่ "คุกคาม")

 

4. ผมขอจบด้วยสัญลักษณ์ "เล็กๆ" อีกอันหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอะไร นั่นคือ ต้นไม้ของปู่ของพระเอก

 

หนังเปิดเรื่องมาด้วยบ้านพระเอกถูกถล่มด้วยลมพายุ แล้วให้บังเอิญว่าต้นไม้ของปู่ล้มมาทับบ้านส่วนหนึ่งด้วย

 

ในต้อนท้าย เมื่อพระเอกขับรถหนีสัตว์ประหลาด เขาจะมาแวะบ้านและพูดถึงต้นหมายของปู่อีกครัง

 

ต้นหมายของ "ปู่" (พ่อของพ่อ) ก็คือสิ่งที่ทั้งให้ร่มเงา (สัญลักษณ์ของการ "ปกป้อง") แต่ก็เป็นสิ่งที่อาจทำให้คุณฉิบหายได้ด้วยเช่นกัน

 

การที่หนังพูดถึงต้นไม้นี้ถึง 2 ครั้ง ผมจึงไม่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

 

จากประเด็นทั้ง 4 ที่ว่ามา ผมขอสรุปว่า หนังเรื่อง The Mist ได้ปลุกความกลัวที่เรามีต่อพ่อ (ในระดับจิตใต้สำนึก) ขึ้นมา แล้วกระซิบเราเบาๆว่า "อย่ามาซ่าส์กับพ่อนะจ๊ะ  เจ้าเด็กน้อย"

 

จะทำอะไรก็ทำไป แต่ต้องทำ in the name of "father" เสมอ

 

.................................................................... 

 

ปล1. ขอขอบคุณคุณ  whitemaple ที่กรุณาแนะนำหนังเรื่องนี้ให้ผมรู้จัก  เป็นหนังที่ผมดูแล้วผมชอบมากๆ

ปล2. ขอความกรุณาท่านผู้อ่าน  งดแสดงความเห็นที่พาดพิงกับศาสนาคริสต์   สิ่งที่ผมต้องการนำเสนอในที่นี้ ไม่ใช่ การวิจารณ์ศาสนาคริสต์  สำหรับผมหนังเรื่องนี้แฝงประเด็นเรื่อง "พ่อ" ตามทฤษฎีของฟรอยด์ที่ผมพอรู้มาบ้าง  (เพียงแต่ในโลกตะวันตก god คือ symbol ที่สำคัญที่สุดของ "พ่อ"  -  ไม่ใช่เรื่องแปลกหากสตีเฟน คิงจะใช้ประเด็นพระเจ้าเพื่อสื่อถึงความน่ากลัวของ "พ่อ")

ปล3. เรามี Poll  คลิกที่นี่หน่อยครับ/ค่ะ! ถ้าท่านจะกรุณาสละเวลาคลิกสักนิด  เราสองคนจะรู้สึกยินดีและขอบคุณยิ่ง

ปล4. (edit เมื่อได้อ่านความเห็นที่ 2 ของคุณ whitemaple)  การตีความของผมไม่มีเป้าหมายที่การค้นหาเจตนาของผู้สร้างครับ (ไม่ว่าจะเป็นของสตีเฟ่น คิงหรือผู้กำกับ)  ในปล.2 ที่ผมเขียนถึงสตีเฟ่น คิงนั้นจะลบไปเสียก็ได้ อันที่จริงเวลาที่ผมตีความ ผมนึกอยู่ตลอดเวลาด้วยซ้ำว่าผู้สร้าง "ไม่ได้นึก" ถึงสิ่งที่ผมได้ตีความลงไปเลย  อย่างไรก็ตามผมคิดว่า "ความหมาย" ที่ผมแกะมานั้นมัน fit on กับตัวหนังอยู่เหมือนกัน - ทั้งนี้ประเด็นเรื่องการตีความให้ fit on text โดยไม่อาศัย intention ของ auteur นั้นเป็นประเด็นทางทฤษฎีการวิจารณ์ที่มีรายละเอียดยืดยาวเกินกว่าจะมาอภิปรายในที่นี้ครับ  (พูดคร่าวๆ ก็คือทฤษฎี structuralism/โครงสร้างนิยม  ที่มีบทความ la mort de l'auteur/ "มรณะกรรมของผู้แต่ง"  ของอีตา Roland Barthes เป็นหัวหอกนั่นแหละครับ)

 

 

วันก่อนดูหนังเรื่อง "บอดี้ ศพ" กับพี่ชาย พอถึงตอนที่ผมโพสต์ไว้ข้างบน  พี่ชายก็หันมาถามว่า "มันทำได้จริงๆหรือวะ ?"

 

โดยส่วนตัว  ผมเชื่อว่าการสะกดจิตจะสามารถขุดเอาความทรงจำที่คนถูกสะกดจิตลืมไปแล้ว หรือเก็บกดไปแล้ว ให้กลับคืนมาสู่พื้นผิวแห่งจิตสำนึกได้

 

แต่ผมไม่แน่ใจว่า  เราสามารถสะกดจิตคนได้ขนาดที่หนังทำให้เราดูหรือเปล่า

 

ลองตัดประเด็นที่ว่า ทำได้จริงหรือไม่ออกไปก่อน  ทีนี้เราจะอธิบายฉากนี้ได้อย่างไร ?

 

ผมขออธิบาย "ความเป็นไปได้" ของฉากนี้ ดังนี้

 

1. ดารารายกำลังสะกดจิตนักศึกษาด้วยเสียงเพลง (ริงโทนเพลง "ภาพลวงตา") ซึ่ง ในทางทฤษฎี เพลงสามารถสะกดจิตคนได้  การเปิดเพลงวนไปวนมา (อย่างที่ดารารายปล่อยให้โทรศัพท์มือถือของนักศึกษาดังลั่นอยู่อย่างนั้น) จะทำหน้าที่คล้ายกับการ "กล่อม"  คือทำให้ concious (จิตสำนึก) ค่อยๆ อ่อนตัวลงไป  มีสภาพคล้ายง่วงนอน  เอื้อให้สิ่งที่เก็บอยูในจิตใต้สำนึกหลุดออกมา (และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมคนที่หลับจึงฝัน  ซึ่งถือว่าเป็นการปลดปล่อยสิ่งที่เก็บกดไว้อย่างหนึ่ง)

 

2. เพื่อที่จะขุดเอาความทรงจำที่เก็บกดของนักศึกษาออกมา  ดารารายได้ "ด่าพ่อล่อแม่" ของนักศึกษาผู้นั้น  ซึ่งต่อมามันได้ทำให้นักศึกษาอยู่ในภาวะ "ถูกสะกด" เข้าจริงๆ  ทั้งนี้อาจมีสาเหตุเนื่องมาจาก

 

2.1  การด่าพ่อล่อแม่  เป็นการยั่วโมโห  เมื่อบุคคล "สติแตก"  ความเข้มแข็งของการเก็บกดจะอ่อนตัวลงไป  ด้วยเหตุนี้ เวลาที่คนเราโกรธจัดๆ จึงมักเผลอพูดอะไรที่เก็บกดไว้อยู่ในใจ

 

2.2  การพูดถึง "พ่อแม่" ถือเป็นการ "สะกิด" เข้าไปในจิตไร้สำนึกของนักศึกษา  ในทางทฤษฎี เราเรียกกระบวนการนี้ว่า free association ("การเชื่อมโยงอิสระ")

 

จิตใจคนเราก็เปรียบได้กับเว็บเพจหน้าหนึ่ง  ซึ่งในเว็บเพจนั้นจะมี "link" ไปที่เวบเพจอื่นๆ

 

การที่ดารารายเปิดประเด็น "ด่าพ่อแม่" ของนักศึกษา  นอกจากเป็นการยั่วให้สติแตกแล้ว  ยังถือเป็นการสร้าง link อันหนึ่งที่พาจิตใจของนักศึกษากลับไปสู่ "เว็บเพจ" ในวัยเด็กตอนแปดขวบ   ความทรงจำที่เคยถูกพ่อฟาดด้วยเข็มขัดที่เคยถูกปิดผนึกตายไว้  จึงได้ถูกแง้มออกด้วย link "ด่าพ่อล่อแม่" ของดาราราย

 

อนึ่ง สำหรับมนุษย์ ความทรงจำที่น่าอับอายที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ link ไปกับพ่อแม่  (ฉะนั้นดารารายจึงเลือกที่จะด่าพ่อล่อแม่  ไม่ใช่ด่าเรื่องอื่น)

 

ทั้งหมดที่เขียนไปคือ การคาดเดานะครับ

 

กรุณาอย่าไปลองด่าพ่อล่อแม่ใครเพื่อการสะกดจิต

 

เพราะนอกจากจะไม่อาจสามารถทำลายเขื่อนแห่งการเก็บกดได้

 

คนที่ถูกด่าพ่อล่อแม่ อาจจะยังคงมี "สติ" และ "จิตสำนึก" ที่จะด่าพ่อล่อแม่กลับคืนมา

"ปมปิตุฆาต" ใน SWEENEY TODD

posted on 05 Feb 2008 18:44 by artandying  in Movie, Psycho

คำเตือน : ข้อเขียนนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์

 

Photobucket

 

หากจะสรุปสิ่งที่ Sigmund Freud เรียกว่า "ปมอิดิพุส" ให้สั้นที่สุด ก็คงต้องกล่าวว่า

 

ผู้ชายทุกคนมีความปรารถนาแฝงเร้นที่จะมี sex กับแม่ของตน  และเห็นว่าพ่อเป็นอุปสรรคในความปรารถนานั้น จึงมีความปรารถนาที่จะฆ่าพ่อ ("ปิตุฆาต") ด้วย

 

ผมคิดว่าหนังเรื่อง Sweeney Todd มีประเด็นเรื่อง "ปมอิดิพุส" นี้อยู่ โดยเฉพาะเรื่องของ "ปมปิตุฆาต"

 

Sweeney Todd นั้นเคยสร้างมาหลายครั้งแล้ว ก่อนจะมาเป็นเวอร์ชั่นของทิม เบอร์ตัน  และผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า  เมื่อเทียบกับหนังเวอร์ชั่นก่อน  Sweeney Todd ของทิม เบอร์ตันมีความต่างที่สำคัญคือ  หนังกำหนดให้พระเอกมีลูกสาวชื่อโจแอนนา  ขณะที่ในเวอร์ชั่นก่อนๆ โจแอนนาเป็นเพียงหญิงที่พระเอกหลงรักเท่านั้น

 

ความต่างนี้ชวนให้คิดว่า  Sweeney Todd ของทิม เบอร์ตัน มีประเด็นเรื่อง "พ่อๆลูกๆ" เป็นสำคัญ

 

ผมจะขออธิบายสมมติฐานของผม โดยแบ่งเป็นประเด็นย่อยๆ ดังนี้

 

1. พระเอกกับผู้พิพากษา

ความแค้นของกัลบกที่มีต่อผู้พิพากษาจะว่าไป ก็ดูเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความแค้นที่ลูกชายมีต่อพ่อ

 

สำหรับเด็กผู้ชายทุกคน  "พ่อ" คือ คนที่แย่ง "แม่" หรือผู้หญิงที่เขารักมากที่สุดในชีวิตไปจากเขา

 

อนึ่ง "พ่อ" ถือเป็นตัวแทนแห่ง "กฎระเบียบ" ภายในบ้าน   เด็กผู้ชายทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเป็น "เด็กดี" ตามกฎของพ่อ  และกฎแรกของพ่อ ที่ลูกชายจะต้องรับรู้ในชีวิตคือ "แม่ไม่ใช่ของลูก แต่เป็นของพ่อ"

 

น่าสนใจว่า หนังกำหนดให้คนที่มาแย่งคนรักของพระเอกเป็น "ผู้พิพากษา" ซึ่งก็เป็น representation ของกฎระเบียบเช่นกัน  ทั้งนี้ ผู้พิพากษาก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากพ่อผู้ซึ่งใช้กฎระเบียบมาเป็นอุปสรรคความรักระหว่างพระเอกกับหญิงที่เขารัก (ซึ่งในแง่นี้  ต้องถือว่าคนรักของท๊อดด์เป็นสัญลักษณ์ของ "แม่")

 

ในมุมมองนี้ การตามล่าล้างแค้นของกัลบกจึงเป็นสัญลักษณ์ของ "ปมปิตุฆาต"

 

2. พระเอกกับคุณนายเลิฟเว็ตต์

ในระหว่างการตามล่าล้างแค้น  พระเอกจะได้ไปเจอกับคุณนายเลิฟเว็ตต์ เจ้าของร้านพายแห่งหนึ่ง  ซึ่งต่อมาจะร่วมมือกันทำสังฆกรรมฆ่าคนไม่เลือกหน้า ด้วยรูปแบบที่น่าสยดสยองยิ่ง   กล่าวคือ  พระเอกจะฆ่าทุกคนที่มาตัดผมกับเขา  แล้วคุณนายจะนำเนื้อศพไปทำเป็นไส้พายขายอีกทีหนึ่ง

 

"ฆ่าแล้วกิน"  ในทางจิตวิทยานั้นเรียกว่า cannibalism

 

หากการฆ่าคนไม่เลือกหน้าของพระเอกเป็นส่วนหนึ่งของ "ปมปิตุฆาต" (คือการตามล่าผู้พิพากษา)  แล้วเราจะอธิบายการนำศพมาเป็นอาหารได้อย่างไร ?

 

Freud กล่าวว่า กระบวนการ identification (การทำตัวเลียนแบบใครคนหนึ่ง) อาจเกิดจากการจินตนาการว่า "กำลังกินคนที่อยากเลียนแบบ" อยู่   กล่าวคือ ในจิตไร้สำนึกนั้น เรา "อยากเป็นเหมือนใคร" ก็เท่ากับ เรา "อยากกิน" คนๆนั้น (ให้เข้ามาอยู่ในตัวเรา)

 

ทีนี้ ขอกลับมาที่ "ปมปิตุฆาต"  เด็กชาย เมื่อพบว่าพ่อคือศัตรูคนสำคัญที่จะมาแย่งแม่   เขาจะมีวิธีการประกาศความเป็นปฏิปักษ์ต่อพ่อวิธีหนึ่งคือ  "ทำตัวเลียนแบบพ่อ" หรือ identify ตัวเองเข้ากับพ่อ   ทั้งนี้ การทำตัวเหมือนพ่อ  นัยยะหนึ่งก็คือ ทำตัวเป็นผู้ชายที่แม่รัก  (ฉะนั้น จึงเป็นการประกาศ "ตีตนเสมอพ่อ" แบบหนึ่ง)

 

เด็กชายคนไหนก็ตามที่พูดว่า "โตขึ้นผมจะเป็น หมอ ตำรวจ ฯลฯ อย่างพ่อครับ" ขอให้รู้ไว้เถิดว่า นั่นคือ "ปมปิตุฆาต" ที่ฝังลึกในจิตไร้สำนึก

 

และเมื่อผนวกกับทฤษฎีที่เพิ่งกล่าวมา คือ "การทำตัวเหมือน" เท่ากับ "การกิน"   เราจึงสรุปได้ว่า  ปมอยากฆ่าพ่อนั้น link กับปมอยากกินพ่อ

 

จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ พระเอกกับคุณนายเลิฟเว็ตต์จะกลายมาเป็นคู่หูคู่โหดกัน  คนหนึ่งเอื้อแก่การฆ่า  อีกคนเอื้อแก่การกิน

 

เหยื่อต่างๆของพระเอกคือ การกรุยทางไปสู่การฆ่า "พ่อ" (ผู้พิพากษา)  เหยื่อต่างๆที่ถูกนำมากินก็คือ การกรุยทางไปสู่การกินพ่อเช่นกัน

 

อนึ่ง การที่ท้ายที่สุดพระเอก "ตัดสิน" ว่าทุกคน "สมควรตาย"  (ทีแรก เขาคิดเพียงแต่ฆ่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง)นัยยะหนึ่งก็คือ  เขากำลังทำตัวเหมือนผู้พิพากษาที่เขาเกลียดชัง  ในแง่นี้ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หนังจะมีฉากผู้พิพากษาตัดสินประหารชีวิตคนอื่น    ถ้าผู้พิพากษาใช้กฎหมายประหารคนอื่น  ขณะนี้ท๊อดด์ก็กำลังเอา "กฎกู" มาตัดสินผู้อื่นเช่นเดียวกัน

 

3. ท๊อดด์  คุณนายเลิฟเว็ตต์ และเด็กรับจ้าง

ที่ร้านพาย (บวกร้านตัดผม) คู่หูคู่โหดได้รับเด็กชายคนหนึ่งมาเป็นคนงานประจำร้าน

 

เด็กคนนี้เป็นสัญลักษณ์ของอะไร ?

 

ตอบ "ลูกชาย" ของคู่หูคู่โหด

 

การรับอุปการะ เลี้ยงดู  ให้เงิน  ให้ของกิน ให้เครื่องดื่ม ให้ที่พักอาศัย  ล้วนเป็นเครื่องหมายที่ชวนให้คิดว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง พระเอก คุณนายเลิฟเว็ตต์ และเด็กรับจ้าง เป็นไปแบบ "พ่อ-แม่-ลูก"

 

น่าสังเกตว่าเด็กชายเรียกคุณนายว่า Mam  ซึ่งฟังๆ ก็คล้ายคำว่า "mom" อยู่มาก

 

ถ้าพระเอกมีปมแค้นต่อผู้พิพากษา  เด็กชายคนนี้คือ ภาพสะท้อนของเขา

 

สำหรับเด็กชาย  สุดท้ายแล้ว ท๊อดด์คือคนไม่ดี  เขาจึงไปเตือนคุณนายเลิฟเว็ตต์ให้ระวัง

 

ในฉากที่เด็กลูกจ้างเตือนคุณนายเลิฟเว็ตต์นั้น  เขาได้แสดงความรักต่อเธอโดยสัญญาว่าจะปกป้องเธออย่างดีที่สุด  จะว่าไปพฤติกรรมนี้ ก็เหมือนกับลูกชายทั่วๆไป ที่ชอบแสดงลักษณะ hero ที่จะ protect แม่ของตัว

 

4. ฉากจบ : วงจรปิตุฆาต

 

ด้วยความรักที่มีต่อ "Mam" ของเขานี่เอง  เด็กชายจึงฆ่าพระเอกที่ไปฆ่าหญิงที่เขารักก่อน

 

และก่อนหน้าเหตุการณ์นี้  พระเอกของเราก็บรรลุ "ปมปิตุฆาต"  ด้วยการฆ่าผู้พิพากษาที่ตามล่ามานาน

 

ท๊อดด์ฆ่าผู้พิพากษา (สัญลักษณ์ของ "พ่อ") แล้วมาถูกเด็กชาย (สัญลักษณ์ของ "ลูกชาย") ฆ่า

 

ชายผู้ซึ่งฆ่า "พ่อ" แล้วต้องมาจบชีวิตด้วย "ลูกชาย"   เราจะตีความว่าอะไร ?

 

ก็ต้องขอตีความว่า  หาก "ปมปิตุฆาต" มีอยู่ในจิตใจของเด็กผู้ชายทุกคนจริงอย่างที่ Freud ว่า  ปมนั้นก็จะเป็นวงจรไปเรื่อยๆ

 

ตอนคุณเป็นเด็ก คุณก็เกลียดพ่อ  อยากฆ่าพ่อ  ต่อมาก็ทำตัวเลียนแบบพ่อ (ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการกลายเป็นคนที่มี "กฎระเบียบ")

 

ต่อมาคุณก็มีลูกเป็นของตนเอง  เมื่อเป็นพ่อคน ทีนี้คุณก็จะโดนปมปิตุฆาตบ้าง

 

เป็นวงจรอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

 

แน่นอน ในระดับจิตสำนึก เราย่อมเก็บกด "ปมปิตุฆาต" ไว้หมดแล้ว  เมื่อเติบโต หากไม่ใช่คนโรคจิตจริงๆ คงไม่มีใครทำ ปิตุฆาตขึ้นมาจริงๆ

 

แต่หนังเรื่องนี้มันมาสะกิดเตือนเราว่า แม้จะทำเป็นลืม และเก็บกดไว้  แต่ผู้ชายทุกคนมีด้านมืดของ "ปมปิฆาต" ซ่อนอยู่เสมอ  เขา "ไม่เคยลืม" จริงๆว่าเคยเกลียดพ่อ  และเขา "ไม่เคยให้อภัย" จริงๆว่า พ่อคือคนที่แย่งแม่ไปจากเขา

 

ดังคำในใบปิดหนังว่า

 

NEVER FORGET.

NEVER FORGIVE.

 

007 พยัคฆ์ร้ายไม่มีวันโต

(การคลิกฟังเพลงประกอบไปด้วย จะทำให้การอ่าน entry นี้ได้อรรถรสมากขึ้น(มั๊ง))

 

ในฐานะที่เรียนเอกวรรณคดีวิจารณ์  ผมได้ตั้งปณิธานไว้อย่างหนึ่งคือ ชีวิตนี้คงนอนตายตาไม่หลับ หากยังไม่ได้เขียนอะไรเลยเกี่ยวกับหนังโปรดตลอดกาลของผม : เจมส์ บอนด์

 

เมื่อหลายปีก่อน ผมได้อ่านบทความชื่อ "พยัคฆ์ร้ายไม่มีวันโต" (ผมจำชื่อเรื่องจริงๆ ไม่ได้ แต่ก็อะไรประมาณนี้แหละ) ของผู้เขียนที่ใช้นามแฝงว่า "เฉลิมไทย" (หรือ "เฉลิมกรุง" อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน) ตีพิมพ์ในวารสาร "สารคดี" (และผมต้องขออภัยที่ไม่สามารถให้ reference โดยละเอียดได้ว่าเป็นวารสารฉบับที่เท่าไหร่ เดือนอะไร หน้าอะไร  เพราะระหว่างที่ผมย้ายบ้าน เอกสารนั้นได้หายสาบสูญไปเสียแล้ว)

 

สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้แน่ๆ คือประเด็นสำคัญของบทความนั้นคือ  ตัวละครเจมส์ บอนด์มีลักษณะหลายประการที่ชี้ให้เห็นว่าเป็น "เด็กไม่ยอมโต" ซึ่งในทางจิตวิทยาถือเป็นความผิดปรกติอย่างหนึ่ง ของคนที่ "โตแต่อายุ" แต่ยังมีพฤติกรรมหลายอย่างยังคงเป็น "เด็กๆ"

 

เมื่อรวมเอาสิ่งที่พอจำได้จากบทความนั้นซึ่งผมชอบมาก เข้ากับข้อสังเกตของผมเองที่มีต่อหนังชุดเรื่องนี้  ผมใคร่ขอสรุปลักษณะ "เด็กไม่ยอมโต" ของเจมส์ บอนด์ ดังต่อไปนี้

 

หนึ่ง เจมส์ บอนด์ไม่ต่างอะไรจากเด็กที่ทำตามใจโดยหลัก pleasure principle ตลอดเวลา  เขาชอบกิน ชอบดื่ม ชอบเล่นพนัน ที่สำคัญชอบนอนกับผู้หญิงไปเรื่อย 

 

ความเจ้าชู้ของเจมส์ บอนด์ โดยที่ไม่คิดจะเอาจริงเอาจังกับใคร ถือเป็นความเป็นเด็กไม่ยอมโตที่สำคัญสำหรับสายลับผู้ไม่เคยคิดแต่งงานกับใคร  อนึ่ง การแต่งงานย่อมเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่ "เติบโตขึ้น" มีนัยยะของ "ความรับผิดชอบ"  การแต่งงานจะเปลี่ยนสถานะจากคนรักกลายเป็นสามี จากลูกให้กลายเป็นพ่อ  การที่เจมส์ บอนด์ ไม่แต่งงาน ไม่สร้างครอบครัว  ในแง่หนึ่งก็คือการปฏิเสธที่จะเคลื่อนสถานะขึ้นมาเป็น "พ่อคน"  ราวกับว่ายังคงอยากเป็น "ลูกชาย" ตลอดเวลา

 

จริงอยู่ ในตอนที่ชื่อว่า On Her Majesty's Secret Service ผู้เขียนกำหนดให้ตอนจบ  เจมส์ บอนด์จะแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง  แต่ทว่า สุดท้ายแล้วเจ้าสาวของเจมส์ บอนด์ก็มาถูกผู้ร้ายฆ่าทีหลัง  ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า ในทางโครงสร้าง  ผู้ชายอย่างเจมส์ บอนด์กับการแต่งงานเป็นเรื่องที่ไปด้วยกันไม่ได้ (เราอาจพูดแบบติดตลกได้ว่า ขนาดอยากแต่งกับใคร ผู้หญิงคนนั้นต้องตาย  แสดงว่าชีวิตนี้แต่งงานไม่ได้จริงๆ)

 

สอง สืบเนื่องจากข้อที่หนึ่งที่ว่าบอนด์เหมือนเด็กที่ทำตาม pleasure principle   เรารู้ดีว่าบอนด์นั้นเป็นยอดสายลับ  แต่ถ้าเราสังเกตวิธีทำงานของเขาให้ดี  เราจะพบว่าเขาใช้สิ่งที่เรียกว่า "สัญชาตญาณ" ตลอดเวลา

 

หลายครั้ง บอนด์ไม่ทำตามแผนที่องค์กรวางไว้ให้  เขาไว้ใจ instinct ของเขาเสมอ   "แผนการ" ขององค์กรจะเปรียบไปก็เหมือน reality principle ซึ่งเป็นกระบวนการคิด วางแผน  อันเป็นสิ่งที่ผู้มีวุฒิภาวะพึงมี

 

ตรงกันข้าม "สัญชาตญาณ" คือสิ่งที่มนุษย์มีมาแต่กำเนิด  ไม่ใช่การเรียนรู้  เป็นของดิบๆ ที่ไม่ได้รับการขัดเกลาอะไรทั้งสิ้น

 

เพิ่มเติมตรงนี้เล็กน้อยว่า รหัส "00" นั้นหมายความว่าเจมส์ บอนด์เป็นสายลับที่รัฐบาล "อนุญาตให้ฆ่า" (license to kill) ผู้ร้ายได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

 

การที่บอนด์ "ฆ่าใครก็ได้" โดยที่ไม่ต้องสน "กฎหมาย" (อันเป็นสัญลักษณ์ของ "วัฒนธรรม") ก็คือการที่เขาสามารถตามใจสัญชาตญาณความก้าวร้าวของเขาได้ตลอดเวลา

 

เมื่อรวมเอาความเจ้าชู้เข้าไปด้วย  เจมส์ บอนด์คือเด็กที่สนอง basic instincts ( sex และความตาย) โดยไม่ หรือไม่จำเป็นต้องสน "กระบวนการทางสังคม" ใดๆ (เช่นการแต่งงาน หรือ กฎหมาย) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทุกคนพึงมี

 

สาม อันนี้เป็นข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆคือ  ใครที่เป็น "แฟนพันธุ์แท้" เจมส์ บอนด์จะต้องทราบดีว่าสายลับของเรานั้นชอบดื่มเหล้า มาร์ตินี่ "เขย่าแต่ไม่คน"    ลักษณะเรื่องมากในการกินการอยู่เช่นนี้ (ต้องมาร์ตินี่ "เขย่าแต่ไม่คน" เท่านั้นถึงกินได้  ไม่เขย่าก่อนก็กินไม่ได้  หรือถ้าบาร์เทนเดอร์เผลอเขย่าแล้วคนด้วยก็คงกินไม่ได้เช่นกัน) เป็นนิสัยของ "เด็กไม่ยอมโต" โดยแท้

 

สี่ ความสัมพันธ์ของเจมส์ บอนด์กับองค์กรของเขา มีลักษณะความสัมพันธ์ของเด็กกับญาติในครอบครัว

 

หัวหน้าของบอนด์คือ เอ็ม  ซึ่งในตอนก่อนๆ จะเป็นผู้ชาย   เอ็มจะคอยควบคุมความประพฤติของบอนด์ ประหนึ่งพ่อกับลูก  ซึ่งแน่ละ หลายครั้งบอนด์ก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นลูกที่ดื้อเพียงใด

 

ในตอนที่ เพียซ บอสแนนด์มารับบทเป็นเจมส์ บอนด์  ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ นักแสดงผู้หญิงมารับบทเป็นเอ็ม ซึ่งยิ่งจะตอกย้ำความเป็น "ผู้ปกครองกับบุตร" มากขึ้น   เอ็มที่เป็นผู้หญิงนั้นไม่ต่างจากแม่ที่บางทีก็ดุเจ้าลูกชายหัวรั้น  แต่ก็แอบห่วงใยอยู่ตลอดเวลา

 

นอกจากเอ็มแล้ว  เจ้าหน้าที่ที่สำคัญคนหนึ่งในองค์กรของเจมส์ บอนด์คือ มิสมีนนี่ เพ็นนีเลขาสาวของเอ็ม  ซึ่งในทุกตอนเราจะเห็นฉากบอนด์ไปก้อร่อก้อติกกับเลขาผู้นี้

 

ทว่า ทุกคนทราบดีว่า นี่คือผู้หญิงคนเดียวใน series นี้ที่ไม่ถูกเจมส์ บอนด์ "ฟัน"

 

เพราะจะว่าไปมิสมันนี่ เพ็นนีก็เปรียบได้กับพี่สาวของเจมส์ บอนด์  ที่มีหน้าที่ติดต่อเจ้าน้องชายตัวแสบที่ไป "ซุกซน" ตามที่ต่างๆ  (มิสมันนี่ เพ็นนี่มีหน้าที่ส่วนใหญ่คือการติดต่อให้เจมส์ บอนด์กลับมารายงานตัวที่กองบัญชาการ  และหลายครั้งที่เธอติดต่อไป  บอนด์มักกำลังยุ่งกับ "เรื่องบนเตียง" อยู่)

 

ในเชิงสัญลักษณ์  บอนด์คือน้องชายที่อาจทะลึ่งตึงตังกับพี่สาวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เลยเถิดไปถึงสัมพันธ์อันลึกซึ้ง เพราะนั่นจะเข้าข่าย incest หรือ "ความสัมพันธ์ระหว่างสายเลือด"

 

ห้า ตัวละครหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ คิว  ผู้มีหน้าที่ประดิษฐ์อาวุธยุทธโทปกรให้พระเอกของเรา

 

หลายคนที่ชอบดูเจมส์ บอนด์ ก็เพราะจะมาดู รถของเจมส์ บอนด์นี่แหละว่าจะมีลูกเล่นแพรวพราวอย่างไร

 

แต่ สำหรับบอนด์  อุปกรณ์เหล่านั้นก็เปรียบดังของเล่น ที่สร้างความบันเทิงให้เขา  และเขามักเล่นแบบทิ้งๆขว้างๆเสียด้วย (จนคิว ถึงกับบ่นว่า สร้างรถให้กี่คัน ไม่เคยได้รับกลับคืนมาในสภาพเดิมสักครั้ง)

 

คิวนั้นเปรียบได้กับคุณลุงใจดีที่หาของเล่นมาให้หลานชายเสมอ  ซึ่งเจ้าหลานชายก็ดันเห็นของที่ลุงเอามาให้เป็น "ของเล่น" ไปเสียจริงๆ  จนกระทั่งคิวต้องเอ่ยปากในหลายตอน (โดยเฉพาะตอนที่เล่นโดย เพียซ บอสแนนด์) ว่า "โตเสียทีสิ 007"

 

และนี่คือลักษณะของ "เด็กไม่ยอมโต" ที่มีอยู่ในตัว 007 สายลับบันลือโลกผู้นี้

 

ส่วนผมก็นอนตายตาหลับแล้วครับ

ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ มนุษย์ฝันเพื่อระบายความเก็บกดทางเพศ (ที่ไม่อาจแสดงออกได้ในชีวิตจริง) และในขณะที่ฝันก็ได้รับความพึงพอใจทางเพศในรูปแบบของ fantasy (เนื้อหาของความฝัน) ที่ไม่อาจได้รับในชีวิตจริง

 

เพลง "ผู้ชายในฝัน" ของพุ่มพวง ดวงจันทร์สะท้อนถึงทฤษฎีนี้เป็นอย่างดีเมื่อ ผู้หญิงคนหนึ่ง "ตั้งแต่เป็นสาวเต็มกายหาผู้ชายถูกใจไม่มี" จึงเก็บกดแล้วนำไปฝันถึง "ผู้ชายยอดดี" ซึ่ง "เสียบหูให้ตั้งหลายหน เสียบหล่นเสียบหล่นตั้งห้าหกที"

 

โดยทฤษฎี ฝันทุกเรื่องจะแฝงเรื่อง sex เสมอ

 

แล้วทำไม ฝันหลายครั้งจึงมีเนื้อหาที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเรื่อง sex (ฝันว่าเข้าสอบ ฝันว่าบินได้ ฝันว่าไปเที่ยวทะเล ฯลฯ) ?

 

คำตอบคือ  จิตใจคนเรานั้นเป็นดั่งโรงหนังในเมืองไทย  หมายความว่าเรามีความปรารถนาทางเพศเป็นวัตถุดิบหลักของความฝัน แต่กว่าจะมาเป็น dream จริงๆนั้น มันต้องผ่าน "กระบวนการเซนเซอร์" จากจิตใต้สำนึกทำให้เรามีภาพแห่งความฝัน final cut version ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศเลย

 

ผู้หญิงที่หมกมุ่นเรื่องผู้ชายจะฝันเห็นงู  เพราะงูเป็นสัญลักษณ์ขององคชาต   องคชาตจริงๆไม่ปรากฎในความฝันเพราะมันถูก "เซนเซอร์" แล้วแปรรูปออกมาผ่านสัญลักษณ์รูปงูที่เข้ามาแทนที่  และในฝันที่เจองู  ผู้หญิงที่ฝันก็ถือได้ว่าได้รับความพึงพอใจทางเพศในระดับจิตไร้สำนึกแล้ว  การได้เจอกับ "ไอ้นั่น" ในรูปแบบ fantasy ก็ถือได้เป็นการบรรลุ sexual desire

 

ทว่า ถ้าความฝันคือการได้รับความพึงพอใจ  เราจะอธิบายฝันร้ายได้อย่างไร ?

 

โดยเผินๆ ฝันร้ายซึ่งมีเนื้อหาทำให้ผู้ฝันหวาดกลัวไม่น่าจะเป็นเรื่อง pleasure ไปได้

 

แต่ที่จริงแล้ว ฝันร้ายเองก็เป็นรูปแบบการได้รับความพึงพอใจทางเพศแบบหนึ่ง

 

เพียงแต่ ฝันร้ายต่างจากฝันปรกติตรงที่ว่า  ฝันร้ายจะระบายความเก็บกดทางเพศที่พ่วงเอาความรู้สึกผิดบาป (guilty) ในใจที่ผูกโยงกับเรื่องเพศของผู้ฝันนั้นออกมาด้วย

 

เช่น เด็กชายฝันว่ากำลังจะจมน้ำ  เมื่อสืบต้นตออาจพบว่า เคยสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองแล้วถูกผู้ปกครองจับได้ ให้เกิดความรู้สึกผิด รู้สึกอาย  ฝันว่าจมน้ำ - ในกรณีนี้ - จึงเป็นทั้งการระบายความพอใจทางเพศ ("น้ำ" ท่วมตัว) แต่ขณะเดียวกันก็ระบายความรู้สึกผิดโดยฝันว่าตนเองจมน้ำ ซึ่งถือเป็นการลงโทษตัวเองทาง fantasy อย่างหนึ่ง

 

มีหนังผีฝรั่งอยู่เรื่องหนึ่งที่นำเอาเรื่องฝันร้ายมาเป็น theme หลักของเรื่อง  หนังเรื่องนั้นคือ A nightmare on Elm street 

Photobucket

ใครที่เป็นแฟนหนังเรื่องนี้อย่างผม  คงจะต้องสยองไปกับ เฟรดดี้ ครูเกอร์ ปิศาจตัวเอกของเรื่องที่มีอาวุธเป็นถุงมือมีนิ้วเป็นมีด ไล่ฆ่าเด็กในความฝัน  และที่น่ากลัวคือเหยื่อที่ตายในความฝันจะตายจริงๆด้วย !

 

ตอนเด็กๆ ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วกลัวมาก ขนาดเก็บไปฝัน  ดีที่ไม่ตายไปจริงๆ !

 

และเมื่อรอดตายมาได้ถึงทุกวันนี้ ก็ขอกลับไปดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ผมจะขอลองเอาทฤษฎี psychoanalysis มาวิเคราะห์หนังเรื่องนี้ดู โดยเฉพาะประเด็นเรื่องฝันร้าย

 

ในหนังเรื่องนี้ เราจะอธิบายฝันร้ายที่มีเฟรดดี้ตามฆ่าได้อย่างไร ?

 

ต่อไปนี้คือข้อสังเกตของผม

 

1. เหยื่อของเฟรดดี้ทุกคนเป็นเด็กวัยรุ่นที่มีปัญหาเกี่ยวกับพ่อแม่  หลายคนพ่อแม่หย่าร้างกัน แต่ที่สำคัญที่สุด เหยื่อของเฟรดดี้ส่วนใหญ่มีปัญหาความไม่เข้าอกเข้าใจกันในระหว่างครอบครัว

 

2. เหยื่อของเฟรดดี้มีพ่อแม่ที่เคยก่อกรรมทำเข็ญกับเฟรดดี้  เฟรดดี้ก่อนจะมาเป็นผีเที่ยวฆ่าคนในฝันนั้น เป็นฆาตกรที่ชอบฆ่าเด็ก จนกระทั่งผู้คนจับได้แล้วรุมเผาเฟรดดี้ตายทั้งเป็น  เฟรดดี้จึงกลับมาเป็นผีฆ่าลูกของพวกที่รุมเผาเขาเป็นการแก้แค้น

 

จากข้อสังเกตทั้ง 2 ข้างต้น ผมขอเสนอว่า เราอาจตีความฝันร้ายในหนังเรื่องนี้ว่าเป็น  ความรู้สึกผิดอันเกิดขึ้นจาก "ปัญหากับพ่อแม่" และ "สิ่งที่พ่อแม่ทำกับเรา" ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในจิตไร้สำนึกของเรา (ผู้ชม) ทุกคน

 

เหยื่อของเฟรดดี้ต้องรับกรรมที่ "พ่อแม่ทำไว้" และเด็กทุกคน "มีปัญหากับพ่อแม่"

 

มีปัญหาอะไรบ้างในชีวิต ที่ "พ่อแม่กระทำต่อเด็ก" แล้วเด็กจะรู้สึกผิดบาป

 

คำตอบคือ การกระทำผิดทางเพศ (sexual abuse)

 

ในชีวิตจริง เด็กทุกคนไม่ได้ถูกพ่อแม่ล่วงละเมิดทางเพศ (อย่างน้อย ก็ผมคนหนึ่งละ)  แต่ในจิตไร้สำนึก  เด็กทุกคน "เคยคิด" ว่าพ่อแม่เป็นภัยคุกคามทางเพศ  (อันนี้ผมก็ลองตรวจสอบตัวผมเอง ผมก็ว่าผมไม่มีความคิดนี้ แต่ถ้าไปถามจิตแพทย์ เขาก็จะตอบว่า "เพราะคุณเก็บกดความรู้สึกนี้ไว้แล้ว")

 

อธิบายนิดนึงว่า ตามทฤษฎีจิตวิเคราะ เด็กทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า "ปมอีดิพุส" หมายความว่าเด็กทุกคนปรารถนาผู้ปกครองเพศตรงข้ามในฐานะวัตถุทางเพศ (เด็กชายปรารถนาแม่ เด็กหญิงปรารถนาพ่อ)

 

"ปมอีดิพุส" ต่อมาจะถูกเก็บกดไว้ไม่ให้รู้สึกในระดับจิตสำนึกอีกต่อไป  ซึ่งรูปแบบของการเก็บกดแบบหนึ่งคือ แปรรูปความปรารถนาเชิง active ให้กลายเป็น passive  หมายความว่า จากรู้สึก want พ่อแม่ กลายมาเป็นรู้สึกว่า ตนเป็นที่หมายปองของพ่อแม่ (ขอย้ำว่าเหล่านี้ล้วนเกิดในระดับจิตใจที่เราเองก็ไม่ conscious)

 

และไอ้ fantasy ว่าพ่อแม่มา abuse นี่แหละ (ซึ่งรากฐานของมันคือการที่เด็ก want พ่อแม่ก่อน) ที่จะก่อความรู้สึกผิด รู้สึกกลัว

 

สำหรับเด็ก พ่อแม่จึงเป็นทั้งบุคคลอันเป็นที่รักและน่ากลัว  เป็นคนที่เราปรารถนา และคุกคามเรา  เป็นทั้งแหล่ง desire และ guilty

 

เฟรดดี้ก็คือตัวแทนของพ่อแม่เหยื่อ (เพราะเป็น "ผลของการกระทำของพ่อแม่")

 

เฟรดดี้คือการปลุกความทรงจำว่า ครั้งหนึ่งพ่อแม่ "เคยทำอะไรบางอย่าง" และเป็น "ปัญหา" ต่อจิตใจของเรา

 

ความน่ากลัวของเฟรดดี้ คือความรู้สึกผิดที่เราเคยปรารถนาพ่อแม่  รวมกับรู้สึกกลัวที่เรามีต่อพ่อแม่ซึ่งเราคิดว่าปรารถนาเรา

 

ในฝัน เราต้องถูกฆ่าเพื่อระบายความผิดบาปในใจ เป็นการลงโทษตนเอง

 

ทว่า  ขณะที่ความผิดบาปถูกระบาย ความพอใจทางเพศก็บรรลุด้วย

 

ตรรกะง่ายๆ คือ การลงโทษ (ถูกฆ่าในฝัน) จะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีความผิด (sexual desire toward parents)

 

ชายที่ฝันว่าจมน้ำ ได้ลงโทษตัวเองในฝัน  แต่การลงโทษจะมีไม่ได้  ถ้าไม่มีความผิดที่ได้ก่อไว้ก่อนคือการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง

 

ฝันร้ายคือการระบายความรู้สึกผิดและเป็นการได้รับหรือบรรลุความพึงพอใจทางเพศในเวลาเดียวกัน

 

น่าสนใจว่า อาวุธของเฟรดดี้คือ "มือ"  ในฝัน เหยื่อถูกเฟรดดี้ "ทำร้ายด้วยมือ"  ซึ่งในแง่หนึ่ง "การใช้มือ" ถือเป็น sexual abuseที่ typical (เอามือลูบคลำ ฯลฯ)

 

ฝันร้ายว่าเฟรดดี้ฆ่าตนด้วยมือมีด  ด้านหนึ่งมันคือการลงโทษตัวเราเอง  แต่อีกด้านหนึ่งมันมอบความพึงพอใจ เพราะในฝัน เราได้ยินยอมให้ "มือ" นั้นมาต้องตัวเรา

 

entry นี้อาจเขียนไม่ค่อยรู้เรื่อง

 

ผมอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นน่ะครับ