เด็กฝึกงานกับมาตรฐานขององค์กร?
posted on 03 Apr 2008 15:46 by artandying in Yingตอนนี้ที่ออฟฟิศเต็มไปด้วยนักศึกษาฝึกงาน
หน้าใสบ้าง หน้าไส(หัวไป)บ้าง นับได้ 12 ชีวิต
ทีนี้จำนวนเด็กฝึกงานมีมากกว่าจำนวนพนักงาน
จำนวนงาน และจำนวนคอมพิวเตอร์
สมการจึงออกมาเป็น

ปล.ความหมาย
ไอคอนคอมพ์ฟ้าคือ สอนคอมพ์
ไอคอนหัวใจ คือ สอนขั้นตอนการทำงาน
ไอคอนลูกโลก คือ สอนวิธีคิดงาน
ไอคอนคอมพ์เหลือ คือ สอน คอมพ์และวิธีการทำงาน
ส่วนไอคอนฝูงนศ.สีเขียวๆ นั่นเป็นสัญลักษณ์ว่า เวียนๆกัน ไม่ระบุจำนวนแน่ชัด
แล้วยังไง?

เช้าวันนี้...
ขณะที่เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายยังไม่เข้าออฟฟิศ เด็กฝึกงานประมาณ 8 ชีวิตจับกลุ่มกันดู UBC อยู่
หัวหน้าฝ่ายก็ดุเด็กว่า
"จับกลุ่มกันทำไม ดูทีวีทำไม ทำไมไม่ไปหาอะไรทำ!"
หลังจากนั้นกลุ่มเด็กฝึกงานก็แตกฮือ กระจายไปมุมต่างๆ ของออฟฟิศ
พอพี่ครีเอทีฟเดินเข้ามา
หัวหน้าก็พูดว่า "เนี่ยเด็กจับกลุ่มกันดูทีวี เพิ่งไล่ไม่ให้ดูเนี่ย แย่จริงๆ"
พอผู้อาวุโสเดินเข้ามา
หัวหน้าก็พูดแบบเดิมอีก
(ไม่รู้จะเรียกว่าฟ้องหรือโชว์ว่าฉันทำดีก็ไม่รู้)
ส่วนฉันผู้อยู่ในเหตุการณ์ก็นั่งนึกว่า
แล้วไอ้ "หาอะไรทำ" มันคืออะไรล่ะ? >>ช่างไม่รักพวกพ้องเอาซะเลย
ในฐานะที่พอจะเหลือเค้าความเข้าใจวัยรุ่นวัยเรียนกะเค้าอยู่บ้าง ก็นึกเห็นใจน้องๆ ขึ้นมาในบัดดล ...
การที่เราโดนดุด่า เราย่อมเกิดคำถามว่า โดนเพราะอะไร? อยู่แล้ว
ทีนี้คำถามในใจเด็กมันก็คงออกมาในรูปที่ว่า ... กูผิดอะไรวะ? ก็มันไม่มีอะไรให้ทำ? พี่ๆก็ยังไม่มา? มาก็ไม่เห็นมีใครสนใจกูเลย? คอมพ์แม่งก็มีให้ใช้แค่ 2 เครื่องคนแม่งมีเป็นสิบ แล้วอย่างอื่นนี่จะให้กูทำไรวะ? ขัดส้วมเหรอไง? กูไม่ดูก็ได้ เดี๋ยวกูจะนั่งเฉยๆ นี่แหละ ดูซิ แม่งจะด่าอีกไม๊? แล้วถ้าพี่ๆ เข้ามากูจะไปดูเค้าทำงานได้เหรอ? เดี๋ยวแม่งก็ด่าก็รำคาญเอาอีก? แล้วดูไอ้พี่นี่แม่งฟ้องทุกคนจะเอาไงกะกู? มีปัญหาไรนักหนา? ฯลฯ (หยาบคายเล็กน้อยตามวัย)
ถูก เพราะเมื่อพิจารณาตามเหตุปัจจัยแล้ว คำที่นึกค่อนขอดในใจนั้นนับว่า ถูกต้อง
ฉันเห็นด้วยกับการที่เด็กจะรู้สึกว่า กูผิดตรงไหนวะ! >>ดูให้ท้ายไปป่าวเนี่ย? 
เพราะอะไรน่ะเหรอ?
เพราะบริษัทควรจะรู้ว่าตัวเองมีศักยภาพมากแค่ไหน อุปกรณ์พร้อมแค่ไหน
การที่เราจะรับเด็กฝึกงานเข้ามา "ฝึกงาน" เด็กเหล่านั้นก็สมควรที่จะได้ "ฝึกงาน" จริงๆ ได้ทำ ได้ลอง ได้ความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรทำให้มันถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการรับ "นักศึกษา (มา)ฝึกงาน" "ฝึกทำงาน" ก็ต้อง "ได้ทำงาน" ไม่ใช่รับตะบี้ตะบันรับมาแล้วไม่มีอะไรจะให้เด็กฝึกให้เด็กทำ อันนี้ข้อที่ 1
สำหรับข้อที่ 2 คือ การที่คุณดุเด็กให้ไปหา "อะไร" ทำ คุณก็ต้องบอกด้วยว่า "อะไร"
เด็กฝึหงานก็คือเด็กฝึกงาน ถ้าไม่บอกก็ย่อมไม่กล้าทำไม่กล้าแตะอะไร (ไม่นับพวกสู่รู้ กล้าไปหมดนะ) ใครจะไปรู้ว่าอนุญาตให้ทำหรือไม่อนุญาตให้ทำอะไรบ้าง พี่ที่เห็นก็ช่วยบอกให้เคลียร์ๆ ไม่อยากให้นั่งดูทีวีก็สอนซะว่าให้ทำอะไร เช่น อย่าดูทีวี ไปอ่านหนังสือสอนใช้โปรแกรมสิ ไปเปิด PhotoLibrary ดูมุมภาพสิ ไปหาข้อมูลเรื่องนั้นเรื่องนี้สิ ไปนั่งดูพี่ๆทำงานสิ (ซึ่งพอเป็นสถานการณ์จริง อี "พี่ๆ" ที่ว่านั่นจะรำคาญมากที่มีน้องๆหรือ anybody มานั่งดูตอนทำงาน) ใครที่ใช้คอมพ์อยู่บ่อยๆก็ให้คนอื่นใช้มั่งสิ หรือไม่งั้นก็คิดโจทย์อะไรให้น้องทำไปเล่นๆแล้วเอามาพรีเซนต์ วิเคราะห์กัน อะไรทำนองนั้น มันจึงจะได้ประโยชน์
ฟังแล้วก็รำคาญใจ บอกไปก็ไม่มีใครแก้ไขได้ ไม้แก่กันทั้งนั้น!
คำถามง่ายๆ
ฉันถามว่า "พี่รับเด็กมาฝึกครีเอทีฟทำไมเยอะแยะ ที่นั่งก็ไม่พอ คอมพ์ก็ไม่มี"
หัวหน้าฝ่ายตอบว่า
"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนรับหลายคนรับแล้วไม่บอก รู้อีกทีก็ 12 คนละ"
กรรม! 
ข้างต้นเป็นเรื่องขององค์กร
ทีนี้มาต่อที่เด็กฝึกงาน
เอาล่ะ เมื่อเค้า(หัวหน้า/พี่ๆ)ไม่บอกว่า จะให้คุณทำอะไร คุณในฐานะผู้มาหาประสบการณืและความรู้เพิ่มเติมก็ต้องยึดหลักนี้ไว้แล้วก็หาอะไรที่สมควรทำ และทำซะ!
การพิจารณาว่าสิ่งใดสมควรหรือไม่นั้นน่าจะเป็นเรื่องของระบบความคิด ถ้าคิดไม่ได้ ชีวิตนี้ก็อย่าได้มาทำอะไรร่วมกับคนอื่นเลย ไปหาพ่อแม่แล้วขอเงินเปิดบริษัทเองซะ อย่าได้มาเบียดเบียนสร้างความน่าโมโหซึ่งกันและกันเลย
การเป็นนักศึกษาฝึกงานก็ต้องตระหนักว่า ตนเองนั้นเป็นผู้น้อยด้อยประสบการณ์ มาขอเค้าฝึกงาน ดังนั้น ก็ควรทำตนเยี่ยงนักศึกษาฝึกงาน มิใช่เทียบเท่า
มีความ "ควร" อยู่ไม่กี่อย่างที่คุณน้องๆต้องรู้
1."ควร" ตรงต่อเวลา ถ้าออฟฟิศเปิด 9 โมง คุณน้องก็ควรจะมาถึง +- ไม่เกินครึ่งชม. ไม่ใช่อยากตื่นเมื่อไหร่ตื่น อยากมาเมื่อไหร่มา บางวันเอ้อระเหยลอยชายเข้าออฟฟิศเที่ยง แบบนี้ก็เกินไป
2."ควร" รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย จริงอยู่ที่ไม่มีใครมอบหมายงานสำคัญยิ่งชีพเป็นความเป็นความตายบริษัทให้คุณดูแลหรอก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานเล็กๆน้อยๆ แต่งานไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ย่อมพิสูจน์ความรับผิดชอบของคุณได้อยู่แล้ว ถ้างานเล็กๆยังรับผิดชอบไม่ได้ งานใหญ่ก็คงมีทำหรอกนะคะน้อง บางคนรับปากรับงานไป ส่งเมื่อนั่นเมื่อนี่ ถึงเวลามาส่งไม่ได้สาระอะไรเลย เสร็จบ้างไม่เสร็จบ้างอีกต่างหาก อันนี้คุณพี่ก็ท้อแท้เหมือนกันค่ะ
3."ควร" มีสัมมาคารวะ เรื่องนี้เบสิกมาก คือ การเคารพผู้ใหญ่/รุ่นพี่ บางคนนี่เค้าอายุรุ่นพ่อพวกคุณเลยนะ คุณจะมาเล่นเอาฮาไม่ได้ ชื่นชมเสมือนเด็กแนวไม่ได้ "พี่อ๊อดแม่งเก๋าวะ งานพี่โครตเห้าเลย ฯลฯ" เอ่อ...ครับน้องครับ ขอบคุณที่ชมครับ
4."ควร" มีมารยาทน่ะ ขอนิดนึง บางทีการกล้าแสดงออกกับการกระแดะ หรือ ความมีมนุษย์สัมพันธ์สนิทกับคนง่ายกับความลามปามเป็นขี้กลากนี่มันก็ มีแค่เส้นบางๆกั้นอ่ะนะ เด็กบางคนสนิทกับพี่ไว โชว์เหนือเพื่อนว่า กูพูดคุยเล่นกับพี่ๆได้ แต่บางทีลามปามขนาดตะโกนเรียก หรือแซวแรงๆ "พี่ปากหมาว่ะ" (มีจริงๆ) นี่ก็นะ เกินไปนิดนึง พี่เค้าไม่ถือหรอกแต่น้องถือมั่งก็ดี น้องผู้หญิงบางคนแหกปากโวยวายกรี๊ดกร๊าดในออฟฟิศ แสดงความคิกขุบ้องแบ๊ว เวลาพี่อยู่ในโหมดอารมณ์ดีมันก็พอรับได้อ่ะนะ แต่ถ้าเค้าทำงานกันอยู่ เครียดอยู่ เจอแบบนี้ก็ อึ่ม.......
5."ควร" พิจารณาความจำเป็นเมื่อมีการลา บางทีน้องเล่นแพลนจะไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ แพลนจะกลับบ้านต่างจังหวัด แล้วมาลาๆๆๆ ออฟฟิศนะคะ ไม่ใช่ห้าง นึกจะมาก็มาได้ บางคนหายต๋อม ไม่ลงไม่ลามันซะงั้น นี่ยังไม่นับไอ้ประเภทลาไปมหาลัยอีกนะ นานๆลาทีไม่ว่า บางคนไปมหาลัยแม่งทั้งอาทิตย์ไม่รู้นักเรียนหรือมหาลัยที่บ้า ฝึกงานก็เหมือนทำงาน ใครจะมาลาไปมหาลัยอะไรบ่อยๆทำไมไม่ทราบ ถ้ายังไม่พร้อมก้ไปเรียนไปทำธุระอะไรต่างๆนานาให่้เสร็จแล้วค่อยมาฝึกงานทีเดียวเลยละกัน
ขอแค่นั้นล่ะ 5 ข้อ ทำได้ป่ะคะน้องๆ?
ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างปรับคุณภาพ สร้างมาตรฐานต่างๆ ให้ดีขึ้น
ทั้งนักศึกษาฝึกงานและตัวองค์กรเอง
คงจะได้รับประโยชน์จากการ "ฝึกงาน" อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- - จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วถึงกัน - -
#1 By UnknowPerson on 2008-04-03 17:43