~เอนทรี่นี้เขียนเพราะความงงงวยโดยแท้~
 
หลายวันมานี้เจอเคสแปลกประหลาดหลายอย่าง
เริ่มจาก
 
รุ่นน้องที่ออฟฟิศอายุอานามก็ไม่น้อย 28-29 ละ วันนึงเกิดมีความรัก โลภ โกรธ หลง ขึ้นมาพร้อมกัน ในออฟฟิศซึ่งเป็นทาวน์โฮมสองชั้น มีระแนงสำหรับออกไปเม้าท์โทรศัพท์ เธอเดินออกไป ณ จุดนั้น แล้วก็.....ปรี๊ดๆๆๆ กรี๊ดๆๆ ใส่โทรศัพท์เสียงดังไปสามบ้านแปดบ้าน!!! ไม่แคร์สื่ออย่างแรง จนสาแก่ใจก็เดินกลับเข้ามาในออฟฟิศ หยิบหูฟังคอมพิวเตอร์มาเสียบ เปิด iTune แล้ว...ร้องเพลงตามโดยหารู้ไม่ว่าเสียงดังและเพี้ยนมาก ทุกคนในออฟฟิศมองหน้ากันแล้วก็....หมดสิ้นวันดีๆไปโดยพร้อมเพรียงกัน Sealed
 
 
รุ่นน้องอีกคนนึงลาออกจากงาน ตกงานฉับพลัน เห็นแล้วก็เกิดความสงสารประจวบกับบริษัทเพื่อนรับพนักงาน ติดต่อสอบถามแล้วเงินเดือนโอเค งานโอเคก็บอกน้องเค้าไป ทีแรกบอกให้เค้าลองคิดก่อนก็ได้ หายไปสองวันน้องโทรกลับมาขอเบอร์ไปติดต่อนัดสัมภาษณ์ หลังจากนั้นหายไปอีกสามวัน เพื่อนโทรมาถามว่า "เออ ยังไง น้องเค้าจะมาเมื่อไหร่" เราก็ "อ้าว ยังไม่ไปเหรอ" งงๆเลยโทรไปหา กะจะถาม ปรากฎว่าปิดโทรศัพท์ไปสองวัน ไปโพสต์บอกในเฟซบุ๊คและส่ง SMS ว่าให้โทรกลับมาเรื่องงานจะเอายังไงจะได้บอกเค้า เธอก็หายเงียบไปอีกสองวัน โทรไปอีกทีเปิดเครื่องละแต่ไม่รับสาย เราก็งง ตกลงน้องเค้าเป็นไร ไม่สบายหรืออย่างไร เจอเพื่อนสนิทเค้าเลยถาม เพื่อนตอบกลับมาว่า "เค้าฝากบอกว่า เค้ากล้บบ้านตจว. ไม่ต้องรอ ให้รับคนอื่นไปเลย" แล้ว.........ทำไมไม่บอกกรุ เอ๊ย! ทำไมไม่บอกกันSealed
 
 
รุ่นน้องอีกคนเล่าให้คนทั้งออฟฟิศฟังว่าไปช้อปปิ้งมา ลองกางเกงเบอร์ L หลวมนิดหน่อย เลยขอลองเบอร์ M ปรากฏว่าแน่นไป พนักงานขายกลับมาชมว่าเบอร์  M นี่แหละใส่แล้วสวย ฟิตพอดีตัวดี เท่านั้นเธอก็เกิดสติแตกต่อว่าพนักงานว่า "นี่เหรอสวย สวยตรงไหนเนี่ย รัดซะจิ๋..ปลิ้นเลยเนี่ย สวยตรงไหนๆ มั่วจริง" โอ......ใช้คำบรรยายได้เห็นภาพมาก ผู้ชายในออฟฟิศยังต้องอาย สตรีไทยยุค 2011 เธอแน่จริง!! Sealed
 
จบการบรรยายดีกว่า
ปวดหัวเหลือเกิน รับไม่ด๊ายยยยTongue out
 
 
ปล. ฝากทุกท่านที่เวะเข้ามา ไปเม้นท์ไปอ่านเอนทรี่นี้ด้วยนะ
ตั้งชื่อบล็อกให้เข้ากับการเลือกตั้งที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ บรรยากาศอันคุกรุ่นชวนให้หาอะไรจรรโลงใจทำ หันซ้ายหันขวาเจอโครงการประกวดเขียนบล็อกจากเว็บดีลชื่อดังก็เลยเอาซักหน่อย เห็นเค้าว่า "ไม่เป็นเซียนก็เขียนได้" เลยจัดการแต่งกลอนด้นสดมาแล้วจัดอาร์ตตามสไตล์ที่ถนัดแล้วมาอัพทันที
 
เวิร์คสุด เฟรชสุด สดมาก มาพินิจกันเลยมา
 
ป้าบบบ.......
 
Photobucket
 

กลอนนี้แต่งเข้าประกวดบล็อกของ ENSOGO แต่ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นเรื่องแต่ง นี่คือเรื่องจริงที่วันนี้พวกเราทุกคนมีโอกาสได้ซื้อได้ใช้บริการของดีราคาถูก โดยที่ไม่ต้องไปสมัครเมมเบอร์นู่นนี่ของสถานที่แต่ละแห่งที่เราใช้บริการแค่เพียงเราสมัครสมาชิกเว็บ www.ensogo.com เราก็จะได้รับส่วนลดต่างๆมากมายเลยทีเดียว หลายๆคนที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์หรือจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตออนไลน์เพราะกลัวเรื่องความปลอดภัย ก็สามารถเข้าไปสมัครสมาชิกและซื้อส่วนลดต่างๆนี้ได้เพราะเราว่าทางเว็บเองก็คงตระหนักในเรื่องนี้ จึงเปิดให้ชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิชได้ด้วย ซึ่งก็เป็นทางออกสำหรับเพื่อนๆที่ยังกลัวหรือสำหรับเด็กนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีบัตรเครดิต การอธิบายขั้นตอนต่างๆอาจเป็นเรื่องยากก็เลยแต่งเป็นกลอนออกมากะไว้ว่าหลังจบโครงการประกวดเราก็จะเอาไปโพสต์ในเฟซบุ๊ค เพื่อให้คนอื่นๆสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ

 

ทีแรกก็คิดอยู่ว่าจะเขียนเป็นรีวิวที่เอาคูปองไปใช้มา แต่คิดไปคิดมาการนำคูปองไปใช้ก็ไม่ยากเท่ากับความไว้วางใจที่คนจะตัดสินใจซื้อ เราก็เลยเขียนบล็อกมาในแนวนี้ดีกว่า เพราะเรื่องของเรื่องก็คือว่า เราชอบ ENSOGO เพราะส่วนลดที่ได้รับคุ้มค่าเหมาะกับยุคสมัยดี ประมาณสโลแกน "จ่ายน้อย อร่อยมาก" ยิ่งใครชอบเรื่องเอนเตอร์เทนอยู่แล้วยิ่งดีใหญ่ และเราก็อยากให้เพื่อนๆพี่น้องญาติหรือคนที่เรารู้จักหรือไม่รู้จักได้ลองเชื่อมั่นแล้วก็ใช้กันดู เราชอบของถูกของดีก็อยากให้ทุกคนได้สิ่งนี้เหมือนๆกับเรา

เช่นเดียวกับชื่อ Entry

~ถ้ายังมีโอกาสเลือก จงเลือก~

ตอนนี้ที่ออฟฟิศเต็มไปด้วยนักศึกษาฝึกงาน

หน้าใสบ้าง หน้าไส(หัวไป)บ้าง นับได้ 12 ชีวิต 

 ทีนี้จำนวนเด็กฝึกงานมีมากกว่าจำนวนพนักงาน

จำนวนงาน และจำนวนคอมพิวเตอร์ 

สมการจึงออกมาเป็น 





ปล.ความหมาย

ไอคอนคอมพ์ฟ้าคือ สอนคอมพ์

ไอคอนหัวใจ คือ สอนขั้นตอนการทำงาน

ไอคอนลูกโลก คือ สอนวิธีคิดงาน

ไอคอนคอมพ์เหลือ คือ สอน คอมพ์และวิธีการทำงาน 

ส่วนไอคอนฝูงนศ.สีเขียวๆ นั่นเป็นสัญลักษณ์ว่า เวียนๆกัน ไม่ระบุจำนวนแน่ชัด 

 


แล้วยังไง?  

 

 

 

เช้าวันนี้...

ขณะที่เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายยังไม่เข้าออฟฟิศ เด็กฝึกงานประมาณ 8 ชีวิตจับกลุ่มกันดู UBC อยู่ 


หัวหน้าฝ่ายก็ดุเด็กว่า 

"จับกลุ่มกันทำไม ดูทีวีทำไม ทำไมไม่ไปหาอะไรทำ!" 


หลังจากนั้นกลุ่มเด็กฝึกงานก็แตกฮือ กระจายไปมุมต่างๆ ของออฟฟิศ 


พอพี่ครีเอทีฟเดินเข้ามา 

หัวหน้าก็พูดว่า "เนี่ยเด็กจับกลุ่มกันดูทีวี เพิ่งไล่ไม่ให้ดูเนี่ย แย่จริงๆ" 


พอผู้อาวุโสเดินเข้ามา

หัวหน้าก็พูดแบบเดิมอีก 

(ไม่รู้จะเรียกว่าฟ้องหรือโชว์ว่าฉันทำดีก็ไม่รู้) 


ส่วนฉันผู้อยู่ในเหตุการณ์ก็นั่งนึกว่า 

แล้วไอ้ "หาอะไรทำ" มันคืออะไรล่ะ? >>ช่างไม่รักพวกพ้องเอาซะเลย


ในฐานะที่พอจะเหลือเค้าความเข้าใจวัยรุ่นวัยเรียนกะเค้าอยู่บ้าง ก็นึกเห็นใจน้องๆ ขึ้นมาในบัดดล ...


การที่เราโดนดุด่า เราย่อมเกิดคำถามว่า โดนเพราะอะไร? อยู่แล้ว 


ทีนี้คำถามในใจเด็กมันก็คงออกมาในรูปที่ว่า ... กูผิดอะไรวะ? ก็มันไม่มีอะไรให้ทำ? พี่ๆก็ยังไม่มา? มาก็ไม่เห็นมีใครสนใจกูเลย? คอมพ์แม่งก็มีให้ใช้แค่ 2 เครื่องคนแม่งมีเป็นสิบ แล้วอย่างอื่นนี่จะให้กูทำไรวะ? ขัดส้วมเหรอไง? กูไม่ดูก็ได้ เดี๋ยวกูจะนั่งเฉยๆ นี่แหละ ดูซิ แม่งจะด่าอีกไม๊? แล้วถ้าพี่ๆ เข้ามากูจะไปดูเค้าทำงานได้เหรอ? เดี๋ยวแม่งก็ด่าก็รำคาญเอาอีก? แล้วดูไอ้พี่นี่แม่งฟ้องทุกคนจะเอาไงกะกู? มีปัญหาไรนักหนา? ฯลฯ (หยาบคายเล็กน้อยตามวัย)


ถูก เพราะเมื่อพิจารณาตามเหตุปัจจัยแล้ว คำที่นึกค่อนขอดในใจนั้นนับว่า ถูกต้อง 


ฉันเห็นด้วยกับการที่เด็กจะรู้สึกว่า กูผิดตรงไหนวะ! >>ดูให้ท้ายไปป่าวเนี่ย? 


 

 

 

เพราะอะไรน่ะเหรอ?


เพราะบริษัทควรจะรู้ว่าตัวเองมีศักยภาพมากแค่ไหน อุปกรณ์พร้อมแค่ไหน 

 การที่เราจะรับเด็กฝึกงานเข้ามา "ฝึกงาน" เด็กเหล่านั้นก็สมควรที่จะได้ "ฝึกงาน" จริงๆ ได้ทำ ได้ลอง ได้ความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรทำให้มันถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการรับ "นักศึกษา (มา)ฝึกงาน" "ฝึกทำงาน" ก็ต้อง "ได้ทำงาน" ไม่ใช่รับตะบี้ตะบันรับมาแล้วไม่มีอะไรจะให้เด็กฝึกให้เด็กทำ อันนี้ข้อที่ 1 


สำหรับข้อที่ 2 คือ การที่คุณดุเด็กให้ไปหา "อะไร" ทำ คุณก็ต้องบอกด้วยว่า "อะไร" 

เด็กฝึหงานก็คือเด็กฝึกงาน ถ้าไม่บอกก็ย่อมไม่กล้าทำไม่กล้าแตะอะไร (ไม่นับพวกสู่รู้ กล้าไปหมดนะ) ใครจะไปรู้ว่าอนุญาตให้ทำหรือไม่อนุญาตให้ทำอะไรบ้าง พี่ที่เห็นก็ช่วยบอกให้เคลียร์ๆ ไม่อยากให้นั่งดูทีวีก็สอนซะว่าให้ทำอะไร เช่น อย่าดูทีวี ไปอ่านหนังสือสอนใช้โปรแกรมสิ ไปเปิด PhotoLibrary ดูมุมภาพสิ ไปหาข้อมูลเรื่องนั้นเรื่องนี้สิ ไปนั่งดูพี่ๆทำงานสิ (ซึ่งพอเป็นสถานการณ์จริง อี "พี่ๆ" ที่ว่านั่นจะรำคาญมากที่มีน้องๆหรือ anybody มานั่งดูตอนทำงาน) ใครที่ใช้คอมพ์อยู่บ่อยๆก็ให้คนอื่นใช้มั่งสิ หรือไม่งั้นก็คิดโจทย์อะไรให้น้องทำไปเล่นๆแล้วเอามาพรีเซนต์ วิเคราะห์กัน อะไรทำนองนั้น มันจึงจะได้ประโยชน์  


ฟังแล้วก็รำคาญใจ บอกไปก็ไม่มีใครแก้ไขได้ ไม้แก่กันทั้งนั้น! 


คำถามง่ายๆ

ฉันถามว่า "พี่รับเด็กมาฝึกครีเอทีฟทำไมเยอะแยะ ที่นั่งก็ไม่พอ คอมพ์ก็ไม่มี"


หัวหน้าฝ่ายตอบว่า

"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนรับหลายคนรับแล้วไม่บอก รู้อีกทีก็ 12 คนละ"


 กรรม! 

 

  

 

ข้างต้นเป็นเรื่องขององค์กร

ทีนี้มาต่อที่เด็กฝึกงาน

 

เอาล่ะ เมื่อเค้า(หัวหน้า/พี่ๆ)ไม่บอกว่า จะให้คุณทำอะไร คุณในฐานะผู้มาหาประสบการณืและความรู้เพิ่มเติมก็ต้องยึดหลักนี้ไว้แล้วก็หาอะไรที่สมควรทำ และทำซะ!

 

การพิจารณาว่าสิ่งใดสมควรหรือไม่นั้นน่าจะเป็นเรื่องของระบบความคิด ถ้าคิดไม่ได้ ชีวิตนี้ก็อย่าได้มาทำอะไรร่วมกับคนอื่นเลย ไปหาพ่อแม่แล้วขอเงินเปิดบริษัทเองซะ อย่าได้มาเบียดเบียนสร้างความน่าโมโหซึ่งกันและกันเลย

 

การเป็นนักศึกษาฝึกงานก็ต้องตระหนักว่า ตนเองนั้นเป็นผู้น้อยด้อยประสบการณ์  มาขอเค้าฝึกงาน ดังนั้น ก็ควรทำตนเยี่ยงนักศึกษาฝึกงาน มิใช่เทียบเท่า

 

 

 

มีความ "ควร" อยู่ไม่กี่อย่างที่คุณน้องๆต้องรู้

 

1."ควร" ตรงต่อเวลา ถ้าออฟฟิศเปิด 9 โมง คุณน้องก็ควรจะมาถึง +- ไม่เกินครึ่งชม. ไม่ใช่อยากตื่นเมื่อไหร่ตื่น อยากมาเมื่อไหร่มา บางวันเอ้อระเหยลอยชายเข้าออฟฟิศเที่ยง แบบนี้ก็เกินไป

2."ควร" รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย จริงอยู่ที่ไม่มีใครมอบหมายงานสำคัญยิ่งชีพเป็นความเป็นความตายบริษัทให้คุณดูแลหรอก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานเล็กๆน้อยๆ แต่งานไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ย่อมพิสูจน์ความรับผิดชอบของคุณได้อยู่แล้ว  ถ้างานเล็กๆยังรับผิดชอบไม่ได้ งานใหญ่ก็คงมีทำหรอกนะคะน้อง บางคนรับปากรับงานไป ส่งเมื่อนั่นเมื่อนี่ ถึงเวลามาส่งไม่ได้สาระอะไรเลย เสร็จบ้างไม่เสร็จบ้างอีกต่างหาก อันนี้คุณพี่ก็ท้อแท้เหมือนกันค่ะ

3."ควร" มีสัมมาคารวะ เรื่องนี้เบสิกมาก คือ การเคารพผู้ใหญ่/รุ่นพี่ บางคนนี่เค้าอายุรุ่นพ่อพวกคุณเลยนะ คุณจะมาเล่นเอาฮาไม่ได้ ชื่นชมเสมือนเด็กแนวไม่ได้ "พี่อ๊อดแม่งเก๋าวะ งานพี่โครตเห้าเลย ฯลฯ" เอ่อ...ครับน้องครับ ขอบคุณที่ชมครับ

4."ควร" มีมารยาทน่ะ ขอนิดนึง บางทีการกล้าแสดงออกกับการกระแดะ หรือ ความมีมนุษย์สัมพันธ์สนิทกับคนง่ายกับความลามปามเป็นขี้กลากนี่มันก็ มีแค่เส้นบางๆกั้นอ่ะนะ เด็กบางคนสนิทกับพี่ไว โชว์เหนือเพื่อนว่า กูพูดคุยเล่นกับพี่ๆได้ แต่บางทีลามปามขนาดตะโกนเรียก หรือแซวแรงๆ "พี่ปากหมาว่ะ" (มีจริงๆ) นี่ก็นะ เกินไปนิดนึง พี่เค้าไม่ถือหรอกแต่น้องถือมั่งก็ดี น้องผู้หญิงบางคนแหกปากโวยวายกรี๊ดกร๊าดในออฟฟิศ แสดงความคิกขุบ้องแบ๊ว เวลาพี่อยู่ในโหมดอารมณ์ดีมันก็พอรับได้อ่ะนะ แต่ถ้าเค้าทำงานกันอยู่ เครียดอยู่ เจอแบบนี้ก็ อึ่ม.......

5."ควร" พิจารณาความจำเป็นเมื่อมีการลา บางทีน้องเล่นแพลนจะไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ แพลนจะกลับบ้านต่างจังหวัด แล้วมาลาๆๆๆ ออฟฟิศนะคะ ไม่ใช่ห้าง นึกจะมาก็มาได้ บางคนหายต๋อม ไม่ลงไม่ลามันซะงั้น นี่ยังไม่นับไอ้ประเภทลาไปมหาลัยอีกนะ นานๆลาทีไม่ว่า บางคนไปมหาลัยแม่งทั้งอาทิตย์ไม่รู้นักเรียนหรือมหาลัยที่บ้า ฝึกงานก็เหมือนทำงาน ใครจะมาลาไปมหาลัยอะไรบ่อยๆทำไมไม่ทราบ ถ้ายังไม่พร้อมก้ไปเรียนไปทำธุระอะไรต่างๆนานาให่้เสร็จแล้วค่อยมาฝึกงานทีเดียวเลยละกัน

 

ขอแค่นั้นล่ะ 5 ข้อ ทำได้ป่ะคะน้องๆ?

 

   

 

ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างปรับคุณภาพ สร้างมาตรฐานต่างๆ ให้ดีขึ้น

ทั้งนักศึกษาฝึกงานและตัวองค์กรเอง

คงจะได้รับประโยชน์จากการ "ฝึกงาน" อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

 

- - จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วถึงกัน - - 

เมนส์  (MENS) หรือ ประจำเดือน มีหลายชื่อ เช่น รอบเดือน ระดู เมนสตรูเอชั่น (MENSTRUATION<<ใครจะไปเรียกชื่อยาวขนาดนี้) คือ เลือดที่ไหลออกมาทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เลือดเสีย เป็นเลือดที่ออกมาจากมดลูก และ เป็นเลือดดีของร่างกาย เป็นเลือดที่เกิดจากการหลุดลอกของผนังมดลูกตามธรรมชาติถูกควบคุมโดยฮอร์โมนจากสมองและรังไข่ ถ้ามีประจำเดือน ก็แสดงว่าฮอร์โมนยังดีอยู่  จบ.


ผู้หญิง 80% ทั่วโลก มักเกิดความไม่สบายทางร่างกายและจิตใจ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งที่เรียกว่า PMS  หรือ Premenstrural Syndrome  บางรายเป็นหนักขนาดต้องสูญเสียสัมพันธภาพกับคนรักในช่วงนี้ (ถ้าคุณทะเลาะกับแฟนคุณ ด้วยเรื่องงี่เง่า ปัญญาอ่อน สันนิษฐานได้เลยว่า แฟนคุณ ประจำเดือนใกล้มาแล้ว)

 

การที่ผู้หญิงมีประจำเดือนนั้น โดยตัวมันเองแล้วก็เป็นเรื่องที่วุ่นวาย น่าเบื่อหน่าย ต้องลำบากระมัดระวังการซึมเปื้อนต่างๆ แม้จะมีแผ่นในดรายวีฟรองรับก็ตามที --ดังนั้น ขอร้อง อย่าเพิ่งมา "แมน" กันตอนนี้--

 

ผู้หญิงบางคนก็มีอาการเจ็บป่วยต่างๆนานาๆ ทั้ง ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดไหล่ ท้องเสีย เป็นสิว เจ็บหน้าอก เดินไม่ไหว อ่อนเพลีย และปวดหัว สารพัด และมีตั้งแต่ระดับทนไหวจนถึงระดับต้องมีตัวช่วยคือ ใช้ยาแก้ปวดเลยทีเดียว  (ลองอ่านเคสที่อาการหนักๆที่นี่ http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3956564/L3956564.html) นั่นเป็นอาการทางกาย

 

ส่วนอาการทางอารมณ์ก็มีปรากฏให้เห็นกันเนืองๆตั้งแต่หดหู่ เครียด อารมณ์เสีย อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ   ขี้น้อยใจ งอแง ในบางรายอาการคล้ายๆปอปลงคือ กินสารพัดนั่นนี่นู่น ตัวกลมป๊อกแล้วบอกเป็นอาการบวมน้ำแบบนี้ต้องระวัง ยิ่งกว่านั้นอาการที่พบว่าเป็นแน่ๆทุกคน คือ โรคจิตวิตกกังวลเผลอเป็นมองก้นตัวเองตลอดเวลา เป็นคนเดียวไม่พอหากมีคนเดินข้างกายก็เรียกดูเรียกชมกันตลอดเวลาซะอีกแน่ะ

 

ที่สำคัญการเกิดอาการเหล่านี้ไม่มีสาเหตุทางชีวภาพที่แน่นอน แต่ที่แน่ๆคือ ช่วงนี้ระดับฮอร์โมนจะลดลงต่ำสุด ซึ่งเป็นผลทำให้ร่างกายเกิดโย่..โย่ว (แร๊พไปป่าวเนี่ย?) ออกอาการต่างๆนานา และอาการทั้งหมดนั้น เรา(ผู้หญิง)ต้องดูแลตัวเองซะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น คุณผู้ชายทั้งหลาย หากพบเรามีอาการต่างๆข้างต้นก็ช่วย "อดทนกับฉันหน่อย..ได้ไหม?" ขอแค่เนี๊ยะ!


--นอกเรื่อง--สำหรับผู้มีอาการข้างต้น

อาการต่างๆนี้อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ก่อนมีประจำเดือนนี้ต่อเนื่องถึงขณะมีประจำเดือนด้วย ดังนั้น ให้จำกัดการบริโภคเกลือ น้ำตาล คาเฟอีนและแอลกอฮอล์ กินอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่เน้นผักและคาร์โบไฮเดรต 

 

อ้อ..ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกาย  การออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟีนซึ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายหายเครียดและช่วยแก้ปวดได้ทุกชนิด เทียบเท่ากับยาแก้ปวดขนานเอกเลยนะจะบอกให้ 


 

ฮึบ-ฮึบ-ฮึบ 
 
 
 
ฮึบ-ฮึบ-ฮึบ 

 

เชื่อไม๊ว่า ความเครียดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การปวดเมนส์กลายเป็นการปวดอย่างร้ายแรงชนิดที่แทบจะเป็นลมได้เลย

และ - -

 

เชื่อไม๊ว่า อาจารย์ซูซาน ล้าค แห่งลอส อัลโตส แคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้ค้นคว้าและวิจัยมาแล้วพบว่า การเมกเลิฟบ่อยๆ และต้องให้ได้ขีดสุดยอด (ORGASM) จะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนอย่างได้ผล! (นี่ลอกเค้ามาคำต่อนะ)  แต่อย่างไรก็ตามช่วงที่มีรอบเดือนเป็นช่วงที่ปากมดลูกเปิด เพื่อให้ประจำเดือนไหลออกมา และประจำเดือนก็เป็นอาหารสำหรับเชื้อแบคทีเรียจึงเป็นระยะที่เสี่ยงกับการติดเชื้อได้ง่าย ถ้าจะมีอารมณ์รักในช่วงนี้ ก็ควรระวังเรื่องของความสะอาดเป็นอย่างยิ่ง


เรื่องที่อยากจะเขียนคือเรื่องอะไร?

ข้อความข้างต้นทั้งหมดนั้นก้เขียนไปโดยคร่าวๆเพียงเพื่อแจ้งให้หนุ่มๆทราบว่า การมีประจำเดือนนั้นเป็นเรื่องปกติ (ถ้าไม่มีสิไม่ปกติ--ท้องชัวร์) และไม่ใช่เรื่องสกปรก และเป็นเรื่องที่เรากลุ้มใจจะตายชัก อย่ามาทำท่ารังเกียจรังงอนและเบื่อหน่ายกันในช่วงนี้  ขอร้องๆ


แหม..เลือดที่ออกมามันก็ธรรมดาเหมือนเวลามีดบาดนิ้วแล้วคุณมาดูดเลือดให้นั่นแหละ แค่มันออกมาจากตรงนั้น ก็เท่านั้นเอง!


ผู้ชายหลายคน(และผู้หญิงบางคน)เห็นว่า เลือดประจำเดือนนั้นเป็นสิ่งสกปรก น่ารังเกียจ น่าอาย  จับต้องไม่ได้   คุณผู้ชายบางรายเลยเถิดไปถึงการซื้อผ้าอนามัยให้ผู้หญิง ซึ่งเป็นแฟน/ภรรยาให้ไม่ได้ คือ ถ้าต้องไปซื้อให้นี่ประหนึ่งโดนทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีกันเลยทีเดียว บางคนใช้คำว่าไปซื้อให้ไม่ได้มันน่าเกลียด  อายเค้า  ฯลฯ


อันที่จริง  ในขณะที่คุณหนุ่มๆทั้งหลาย กำลังชิลๆสบายๆ ไม่มีอะไรมารุมเร้า(ทั้งอาการทางกายและทางจิต) แต่แฟนของคุณปวดท้องประจำเดือน หรือมีประจำเดือนอย่างกระทันหัน การที่คุณต้องเป็นฝ่ายเดินไปซื้อผ้าอนามัยให้นั้นไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรีตรงไหน หนำซ้ำเป็นเรื่องน่ารักอย่างยิ่งในสายตาของเรา  เพราะนั่นแปลว่าคุณรักเรามากจนไม่มีอะไรที่ทำให้ไม่ได้ไงล่ะ การพูดว่า ผู้ชายซื้อผ้าอยามัยซึ่งเป็นของใช้ของผู้หญิงให้นั้นน่าเกลียด น่าอายนั้น เราก็ทำความเข้าใจอยู่ (แหม..ทีเวลาไปเลือกเสื้อชั้นในเซ็กซี่ไม่เห็นจะอายกันเลย! ที่สำคัญ กกน. ของพวกคุณ เรายังซื้อได้บางทีก็เป็นคนซักด้วยซ้ำ ไม่เห็นจะรังเกียจ เฮอะ!!) และในความเป็จริงถ้าไม่จำเป็นก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนเค้าจะกล้าเอ่ยปากให้คุณไปซื้อหรอก เชื่อเถอะ เราก็มียางอายเหมือนกัน อย่างไรก็ตามการบริการของคุณๆ สำหรับเราแล้วมันไม่ใช่ความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ใช่ทำเอาหน้า ไม่ใช่การเอาใจ ตัดความรำคาญหรืออะไร  แต่มันเป็นความรัก ความห่วงใย ความเข้าใจที่คู่รักพึงมีต่อกันก็เท่านั้นเอง


ผู้หญิงช่วงนี้แปรปรวนจริงๆ อย่างแรงด้วย ขอบอก (ลองมาเจออาการทั้งกายและจิตดูบ้างว่าวันนั้นมันจะเฮงซวยขนาดไหน) ถ้าคุณทำอะไรแย่ๆใส่ ความผิดก็จะมากเป็น 2-3 เท่า แต่ในทางกลับกันถ้าคุณทำดีด้วยความน่ารักก็จะมากขึ้นเป็น 2-3เท่าเช่นกัน (ในบางรายอาจไม่เห็นผลทันตา แต่รับรองว่า เมื่อหมดช่วงวันนั้นของเดือน พวกเราจะรับรู้ถึงความน่ารักและความอดทนของคุณมากๆเลยล่ะ)


แถมท้าย

ปัญหาใหญ่ๆของผู้หญิงในโลกนี้ มี 4 ปัญหาหลักคือ

     1. ปัญหาทางจิต ( MENtal illness)

     2. ปัญหาปวดประจำเดือน ( MENstrual cramps)

     3. ปัญหาหัวใจ ( MENtal  breakdown)

     4. ปัญหาในวัยหมดประจำเดือน (MENopause)


ทีนี้รู้หรือยังว่า เมื่อผู้หญิงมีปัญหาสาเหตุมาจากผู้ชาย (MEN) ทั้งนั้นแหละ 

ดังนั้น ดูแลกันบ้างสิ!

 

 

.

.

.

.

.

 


 

เรื่องของเรื่อง


.

.

.

.

.

 

 

ขณะเขียนเอนทรี่

มีเมนส์ /(-_-')/

 

 

 

  

 

ช่วงนี้มีเพื่อนหลายคนมาขอคำแนะนำเพราะเจอกับปัญหาคอมพ์เจ๊งกะบ๊ง (สงสัยเข้าหน้าร้อน--เกี่ยวไรฟะ) หลายคนเป็นสาวก PC ก็อยากหันมาใช้ MAC กะเค้าบ้างโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด โดยส่วนใหญ่เหตุผลว่า เห็นเค้าว่าแรง! เสถียร! Interface สวย! โปรแกรมใช้ง่าย! ฯลฯ ตามมาด้วยคำถามประเภทฆ่า(กู)ให้ตายดีกว่ามาให้ฟันธง คือ "MAC กับ PC อันไหนดี/น่าใช้/คุ้มค่า/น่าซื้อมากกว่ากัน?" 

 

โอย..เจอบ่อยเหลือเกินคำถามนี้ ก็เข้าใจอ่ะนะว่าถามเพราะเห็นเราเป็นคนใช้ MAC ที่ทำงานและใช้ PC ที่บ้าน เรียกว่า เป็น User ของทั้ง 2 OS เค้าก็คงอยากถามว่าอันไหน? ซึ่งคำตอบคือ (กู) ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน 

 

จะให้นั่งเทียนตอบได้ยังไง(วะ) ก็ในเมื่อ MAC ที่ใช้ กับ PC ที่ใช้ มันไม่ใช่สเป็คเดียวกัน (ถามจริงเหอะ คุณว่า Core 2 กับ Core 2 Duo อันไหนน่าใช้กว่ากัน?) และจากประสบการณ์ที่พบ การทดสอบระบบประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่เก็บมาเป็นสถิติกันกันว่าอันนี้ดีอันนู้นไวนั่นน่ะ ส่วนใหญ่ทำกับ "Comp-Zing" (คือ คอมพิวเตอร์ที่ยังใหม่-สด-ซิง ยังไม่ผ่านการทำงานใดๆ เครื่องใหม่กิ๊กๆ ไฟล์ห่าเหวอะไรก็ไม่มีในเครื่อง ขยะ/คุ้กกี้/Temp ก็ไม่มี เต็มอิ่มไปด้วยทรัพยากรเครื่องฟูลออฟชั่น- ซึ่งถ้าจะซื้อมาวางไว้เฉยๆที่บ้านนั่งคลิกทดสอบประสิทธิภาพไปวันๆ ซื้อเครื่องไหนก็ได้ แม่_ไวหมดแหละ) ดังนั้น ผลที่ออกมาก็อย่าได้คิดเลยว่ามันจริงตามนั้นซะทั้งหมด เช่นเดียวกับตอนไปดูเค้าเทียบสเปค Core 2 กับ Core 2 Duo โอว...Core 2 Duo ไวกว่าเห็นๆคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ดูเลยทีเดียว

 

แต่โอเค.. โดยรวมการพัฒนาอะไรใหม่ๆมันย่อมต้องดีขึ้นอยู่แล้ว ใครจะพัฒนาแล้วเลวลงนอกจากโทรศัพท์มือถือบางยี่ห้อที่ออกรุ่นใหม่ๆแต่ฟังก์ชั่นขาดๆเกินๆ (เพิ่มกล้อง 3 เมกแต่ก็ตัดวิทยุอะไรทำนองนั้น) แต่ทุกการพัฒนาคุณค่ามักมาพร้อมราคาเสมอ ทีนี้จะคุ้มหรือไม่? ใครล่ะที่ต้องเป็นคนตัดสินใจถ้าไม่ใช่ตัวเอง

 

 

สดๆร้อนๆ กับเพื่อนผู้น่าด่าที่สุดคนหนึ่ง.... 

:::MSN:::เช้านี้:::

หนูน้อย PC: "ตกลงซื้อไรดีวะ ถึงจะคุ้ม"

"ไม่รู้ว่ะ แล้วแต่คนใช้มันใช้งานยังไง" 

 

หนูน้อย PC: "เฮ้ย ใช้อยู่ไม่รู้ได้ไงวะ"

"เอ๊า แล้วแกจะใช้ทำอะไรบ้างล่ะ จะได้แนะนำถูก"

 

หนูน้อย PC: "อือ ก็ทำงานนิดๆหน่อยๆ ดูหนัง ฟังเพลง เล่มเกมส์บ้าง"

(นึกในใจ-โถ...ถ้ามึงใช้แค่นั้นไปประกอบ PC เอาเห๊อะ ถูกโคตร)

"ทำงานอะไรล่ะที่ว่านิดๆหน่อยๆ งานกราฟิก? 3D?"

 

หนูน้อย PC: "ก็พวกพิมพ์งาน ดูรูปอะไรประมาณนั้น"

(นึกใจใจ-ประกอบ PC มึงได้ประกอบแน่ เดี๋ยวๆ)

"แค่นั้นเหรอ อืม แล้วเกมส์ล่ะ เล่นเกมส์ออนไลน์ เกมส์ 3D ขนาดนั้นเลยป่าว?"

 

หนูน้อย PC: "ก็เล่นนะ แต่ไม่บ่อยหรอก ไม่เน้น ส่วนใหญ่ดูหนังมากกว่า"

(นึกในใจ-เอาวะ กูฟันธงให้ก็ได้)

"งั้นใช้ PC เหมือนเดิมแหละ ในงบที่เท่ากันแล้วได้สเปคสูงกว่าเยอะ

เกมส์ก็มีเล่นเยอะแล้วก็ไม่มีปัญหากับคนอื่นด้วย เพราะคนส่วนใหญ่ใช้ PC

แล้วงานเอกสารที่ต้องส่งหากันมันก็จะไม่มีปัญหานะ"

 

หนูน้อย PC: "อ้าว แล้วถ้าทำกราฟิกล่ะ MAC ดีกว่าไม่ใช่เหรอ เค้าว่ามันเสถียร"

(นึกในใจ-เอ๊ะ เอาไงวะเมื่อกี้บอกไม่ใช้งานกราฟิก แค่ดูรูป แล้วมึงจะเอาเสถียรทำหอกไรเนี่ย)

"ก็ไม่ได้ใช้นี่ งานกราฟิกไม่ได้หมายถึงแค่ดูรูปนะ หมายถึงพวกโปรแกรม PSD/IllUS/3D/FLASH

อะไรประมาณนั้นเลยนะ"

 

หนูน้อย PC: "เฮ้ย PSD ก็มีใช้บ้าง ส่วนอย่างอื่นก็อาจจะเล่นๆบ้างว่าจะหัดอยู่"

(นึกในใจ-เฮ้อ...กูจะบ้าตาย อีพวกนี้ ตัวเองยังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรเสือกจะมาให้แนะนำ)

"ถ้าจะเผื่อๆไปเลยก็ใช้ MAC ก็ได้ เครื่องรุ่นต่ำๆ แบบมินิ ก็ซัก 3-4 หมื่น ไม่รวมจอนะ"

 

หนูน้อย PC: "โห...โครตแพงเลย ซื้อ PC ดีๆได้เลยนะเนี่ยราคานี้"

(นึกในใจ-นี่มึงเพิ่งรู้เรอะว่าราคามันต่างกันขนาดนี้)

"ก็ใช่ นี่ยังไม่รวมพวก  Hard Lock อุปกรณ์เสริม เพิ่มแรมเทือกๆนั้นนะ ราคาแพงกว่า PC อีก"

 

หนูน้อย PC: "เออว่ะ MAC แม่งแพง ซ่อมก็ยาก ใช้ก็ไม่เป็น กูว่ากูซื้อ PC เหมือนเดิมดีกว่า"

(นึกในใจ-กูว่าแล้ว แม่_ เอ๊ย เสียเวลาจริงๆ)

 

หนูน้อย PC: "เออ เค้าว่า  Core 2 Duo เร็วกว่าจริงป่ะ"

"ไม่ได้ใช้ว่ะ ไม่รู้"

 

หนูน้อย PC: "ไม่รู้ได้ไงวะ คนในวงการแท้ๆ"

(นึกในใจ เอ้า ไอ้นี่...กูวงการกราฟิกกับโฆษณา ไม่ใช่ โปรแกรมเมอร์หรือช่างเทคนิค)

"ก็ไม่ได้ใช้นี่หว่า"

 

หนูน้อย PC: "ไม่เคยไปดูที่เค้าเทสต์เลยหรือไง"

"เคย แต่ว่าคอมพ์เทสต์มันซิงไปว่ะ ยังไม่ได้ใช้งาน เทสต์ยังไงก็เร็ว มันต้องลองขณะใช้ หรือใช้ไปนานๆแล้วยังเร็วอยู่ถึงจะดี"

 

หนูน้อย PC: "แล้วใครจะไปรู้วะ"

"ก็ต้องถามคนที่เค้าใช้ไง เค้าจะตอบได้ดีกว่าคนที่เทสต์เครื่องว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดีแล้วคุ้มรึป่าวกับเงินที่ต้องเสียเพิ่มอ่ะ"

 

หนูน้อย PC: "แล้วมีใครใช้ป่าว" 

"ที่นี่ (ออฟฟิศ) ไม่มีว่ะ"

 

หนูน้อย PC: "แล้วกูจะรู้ได้ไง"

"กูก็ไม่รู้เหมือนกัน"

 

หนูน้อย PC: "โห่...ช่วยไรไม่ได้เลย ในที่สุดกูก็ต้องซื้อ PC แถมยังไม่รู้เหมือนเดิมว่าจะซื้อ Core 2 Duo ดีป่าว"

---เชี่ยนี่--- )

 

ดีนะ ไม่ใช่เพื่อนรัก ถ้าเพื่อนรักแม่_กวนตี_ ขนาดนี้

มีเลิกคบ ชัวร์!! (นึกแล้วยังเคืองไม่หาย )

 

 

 

ทิ้งท้าย--เอาล่ะ ในฐานะที่เป็น USER ทั้ง 2 OS จะขอลงบันทึกประมวลการใช้คอมพิวเตอร์ MAC และ PC ที่ใช้งานกราฟิก (เรื่องดูหนัง-ฟังเพลง-ดูรูปนี่ไม่เอามาคิดเลย เด็กๆไป) มาแล้ว 3 ปีไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นแนวทางกว้างๆๆๆๆประกอบการตัดสินใจกันเองนะคะ

 

 

 

 

PC 

ข้อดี ราคาไม่แพง โปรแกรม Support เยอะ เกมส์แยะ ซ่อมง่าย อุปกรณ์ซ่อม+เสริมไม่แพง เปิด-ปิดช้าลงเรื่อยๆ (แต่คาดว่าน่าจะเป็นความผิดของเจ้าของที่ไม่ค่อยจะ Defrag เครื่อง 55)

 

ข้อเสีย มีปัญหาบ่อยทั้ง Hardware และ Software รวมถึงตัว Window เอง ทำงานกราฟิกหนักๆแล้วเครื่องจะแฮงค์ พรีวิวช้า จนถึง Not Responding บ่อย ต้องใช้ความอดทนในการรอ เพราะถ้าไม่ชิง End Task ซะก่อนเทวดาในเครื่องอาจจะเห็นใจให้มันกลับมา Respond ได้อีก ไม่เชื่อลอง(รอ)ดู! และข้อเสียสุดท้ายคือ มีคนผลิตไวรัสไว้รอถล่มมากจนเผลอไม่ได้เชียว!

 

 

MAC 

ข้อดี ปัญหาเรื่อง Software มีน้อย แต่ปัญหาเรื่อง Hardware นั้นไม่ค่อยอยากคอนเฟิร์มว่าน้อยเพราะถึงแม้อัตราการพบปัญหาจะน้อยกว่า PC แต่มีความรุนแรงมากกว่า คือ ดับไปเลยไม่สามารถกระตุ้นให้ฟื้นแม้เสี้ยววิ (ในกรณีเดียวกันเครื่อง PC อาจยังเข้า Safe Mode ได้) ทำงาน Smooth ไม่ค่อยแฮงค์ มีบ้างที่ช้าแต่ก็ไม่ถึงกับ Not Responding ถ้าไม่ไหวจริงๆท่านก็จะปิดตัวเองไปหน้าตาเฉย ไม่บอกกล่าวล่วงหน้า (ขาดความรับผิดชอบมาก ผู้ใช้อาจจะหัวใจวายตายได้ในกรณีนี้) ปิด-เปิดเครื่องเร็ว (แม้จะไม่เคย Defrag เช่นกัน)ไวรัสน้อยกว่า PC หลายเท่า Interface สวยงาม โปรแกรมที่ผลิตจาก Apple โดยตรงนั้น ใช้งานโครตง่าย!! และเดี๋ยวนี้ยังสามรถใช้โปรแกรม WindowXp และ Window Vista บน Mac ได้อีกด้วย!

 

ข้อเสีย ราคาแพง โปรแกรม Support มีน้อยกว่า PC  ผู้ผลิตเกมส์ Support OS MAC ยังมีไม่มาก ค่าซ่อมแพง อุปกรณ์ก็แพงทั้งซื้อมาซ่อมและซื้อมาเสริม  (สรุปสั้นๆ-ซื้อแมคต้องมี "เงิน")

 

 

 

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเครื่องใช้อะไรก็ตามหากซื้อมาแล้วไม่ใช้ ใช้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ (แบบพวกที่ซื้อมือถือ Symbien แต่ไม่เคยใช้อะไรนอกจากรับสายกับถ่ายรูป) ต่อให้ราคาจะถูกแค่ไหนก็เรียกได้ว่า "ไม่คุ้ม" ทั้งนั้น และถ้าจะให้อยู่คู่กันตราบฟ้าดินสลายก็ จงอย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องได้รับดูแล รักษา ทำนุบำรุง ด้วยความเอาใจใส่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะ คน สัตว์ หรือสิ่งของ!

 

นะจะบอกให้!

 

 

ปล. กรุณาอย่าเอาอย่างคนใน M ข้างต้น ผู้ปกครองควรชี้แแนะ

 

 

 

 

 

ปล2.  คลิกที่นี่หน่อยครับ/ค่ะ! ร่วมด้วยช่วยโหวตกันหน่อย ครบ 100 Vote แล้วจะเขียนเอนทรี่! (สำหรับคนที่โหวตไปแล้วก็--ขอบคุณมากครับ/ค่ะ) 

พักนี้ไม่รู้พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกอย่างไรไม่ทราบ ทำงานไปไม่ได้ดั่งใจซักอย่าง ดีไซน์ไปอย่างได้ออกมาอีกอย่าง หลายตัวแล้วนะเนี่ย ทำไมน๊อ เวลาที่ทำ "ฝิ่น" ถึงไม่เค๊ยไม่เคยมีปัญหาอะไรแบบนี้เล้ย พอจับงานออฟฟิศเท่านั้นแหละ เป็นเรื่องทุกที เฮ้อ...กว่าจะหลุดมาได้แต่ละตัว เซ็งจิต!

 

 

ไอ้ความเก่งนี่บางทีมันก็ต้องอยู่ให้ถูกที่เหมือนกัน คนบางคนนึกว่าตัวเองเก่งซะเต็มประดา โชว์พาวตลอดเวลา นั่นก็รู้ นี่ก็รู้ โน่นก็ทำได้ ไม่รู้เป็นอัจฉริยะมาแต่ชาติปางไหน เก่งซะจนเพื่อนร่วมงานเซ็งกันเป็นแถวๆก็มี

เอนทรี่นี้ไม่มีอะไร แค่ระบายความเซ็ง!.....

อ้อ นี่อีก... เค้กครบรอบ 7 เดือนของเราเมื่อวานนี้
ตอนสั่งๆไปแบบนึงตอนไปรับได้มาอีกแบบนึง

เฮ้อ...แม้แต่เค้กยังไม่ได้อย่างสั่ง นี่ยังดีนะที่อร่อย ไม่งั้นมีเรื่อง!

 

เอาล่ะ...หลังการระบาย
จะทิ้งเอนทรี่ไว้อย่างไร้ประโยชน์ก็ดูจะ
"รก" บล็อกซะเปล่าๆ

คิดได้ดังนั้นจึงจะนำเอาประเภทของ Graphic Designer มาแจกแจงให้พี่ๆน้องๆหลานเหลนโหลน ผู้มีใจรักฝักใฝ่งานด้านนี้ได้รู้แจ้งกันว่า Graphic Designer แต่ละประเภทที่เค้าเรียกๆกันนั้น มีความแตกต่างกันยังไงบ้าง เพื่อจะได้ตอบคำถาม "อยากทำงานอะไร?" ได้ถูกต้องกันมากขึ้นนั่นเอง

ก่อนอื่นมารู้จักคำว่า กราฟิก (Graphic) กันก่อน

คำว่า กราฟิก (Graphic) ที่มักเขียนผิดเป็น กราฟิกส์ กราฟิกส์ กราฟิก นั้น มีรากศัพท์มาจากคำว่า "Graphikos" ในภาษากรีก แปลว่า การวาดเขียน หรือ คำว่า "Graphein" ที่แปลว่า การเขียน ซึ่งมีผู้ให้นิยามไว้หลายลักษณะ ดังนี้

- ศิลปะอย่างหนึ่งที่แสดงออกทางความคิดโดยการใช้เส้น รูปภาพ ไดอะแกรม ฯลฯ

- การสื่อความหมายด้วยภาพวาด ภาพสเก็ชแผนภาพ ภาพถ่าย ที่ต้องอาศัยศิลปะและศาสตร์เข้ามาช่วย เพื่อให้ผู้ดูเกิดความคิดและตีความหมายได้ตรงตามที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการสื่อ

- โสตทัศนวัตถุที่ผลิตขึ้นเพื่อแสดงสัญลักษณ์หรือความหมายของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทำให้ผู้ดู มองเห็นความจริง หรือความคิดอันถูกต้องชัดเจนจากกราฟิกส์นั้นๆ

- การพิมพ์ การถ่ายภาพ และการทำหนังสือ

โดยสรุป  กราฟิก หมายถึง ศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งใช้สื่อความหมายด้วยเส้น สัญลักษณ์ รูปวาด ภาพถ่าย กราฟ แผนภูมิ การ์ตูน ฯลฯ เพื่อให้สามารถสื่อความหมายข้อมูลได้ถูกต้องตรงตามที่ผู้สื่อสารต้องการ 

Graphic Designer คือ นักออกแบบกราฟิก
ซึ่งมีชื่อตำแหน่งต่างๆมากมายหลายประเภท แต่ละตำแหน่งต่างกันยังไง?

 

Web Graphic Designer  คือ นักออกแบบเว็บไซต์ ฟังก์ชั่นในการทำงานคือ การออกแบบหน้าเว็บเพจ ซึ่งในกรณีที่ได้อยู่บริษัทใหญ่ๆ จะมีการแบ่งประเภทงานชัดเจน คนออกแบบหน้าเว็บก็ออกแบบแต่หน้าตาไม่ต้องลงลึกว่าจะ Active ยังไง Link ไปไหน ใช้ Program อะไร Support ฯลฯ (ตำแหน่งที่ต้องลงลึกในส่วนนี้จริงๆ มีชื่อว่า Programmer ซึ่งจะต้องเรียนเกี่ยวกับการเขียน Program มา ไม่ใช่ เรียนนิเทศศาสตร์หรือนิเทศศิลป์--เพิ่มเติม คนที่ชอบจริงๆหรือสนใจศึกษาด้วยตนเองก็สามารถทำได้เหมือนกันเพียงแต่แนะนำว่าเวลาจะเลือกเรียนนั้น ถ้าอยากเป็น Programmer ก้เลือกให้ถูกซะตั้งแต่เนิ่นๆ) แต่ถ้าไปอยู่บริษัทเล็กๆ ก็เห็นควรเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องเพิ่มความสามารถด้านโปรแกรมให้มากขึ้น หลากหลายโปรแกรมมากขึ้น เช่น Flash / Dreaweaver / Image Ready เป็นต้น ยิ่งถ้าสามารถเขียนระบบ E-commerce ได้ก็จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น

Advertising Graphic Designer คือ ข้าพเจ้าเอง นักออกแบบกราฟิกประเภทนี้มักจะสิงอยู่ใน Advertising Agency ซึ่งแผนกต้นสังกัดจะเท่ห์มากคือ แผนกครีเอทีฟ Advertising Graphic Designer จะเป็นนักออกแบบที่ต้องอยู่กับสินค้านานาชนิด ทำงานออกแบบได้หลายประเภททั้งสิ่งพิมพ์  บิลบอร์ด แพคเกจ โปรแกรมหลักๆที่ ต้องทำได้ทำคล่องคือ Illustrator และ Photoshop (เดี๋ยวนี้ถ้าสามารถทำ 3DMax ได้ด้วยจะเป็นการดีมาก) ในเอเยนซี่ใหญ่ๆอย่าง Ogilvy (คนที่อยากทำงานในวงการโฆษณาควรอย่างยิ่งที่จะทำความรู้จักเอเยนซี่ดังๆไว้ให้มาก ถ้าไม่รู้จักก็ไปทำความรู้จักใน Google ซะนะคะ ก่อนจะไปปล่อยไก่ตอนสมัครงาน) การทำงานโดยส่วนใหญ่นั้นมักจะทำควบคู่กับ Art Director [AD] คือ AD คิด และ Graphic ทำออกมาตามที่คิด ส่วนในเอเยนซี่เล็กๆ 2 ตำแหน่งนี้จะทำหน้าที่รวมกันเป็น 1 คือ คิดเองแล้วทำ (ซะ) ด้วย  (ซึ่งเป็นลักษณะเอเยนซี่ที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดในสมัยนี้)

การทำงานในบริษัทโฆษณามีแรงจูงใจที่ดีมาก 2 ประการคือ เงินดี และมีถ้วย คือ มีเวทีให้ทำงานประกวดมากมาย (ทั้ง AD และ Graphic) ถ้าฝีมือดีๆ ได้รางวัลจาก Cannes ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการ สามารถที่จะ Up เงินเดือน* แบบข้ามขั้นทีเดียวนะ (*ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท) คนที่เป็น Graphic ที่แม่นๆเรื่อง Concept หรือมีไอเดียบรรเจิดจะสามารถเปลี่ยนไปสู่ตำแหน่ง AD ได้ไม่ยาก

 

Graphic Designer / Artist ประจำ Graphic House นักออกแบบประจำ Graphic House จะมีลักษณะการทำงานคล้ายเอเยนซี่แต่ไม่มี AD มาเกะกะระราน (เขียนเวอร์ไปงั้นแหละน่า เดี๋ยวจะโดนบรรดา AD มารุมด่าเอา) ทำงานตามใจฉัน ลักษณะงานจะ Freeform มากกว่าทำงานใน Advertising Agency คือ สามารถทำงาน Art มันส์ๆ แปลกแหวกแนวได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง Format บังคับ หรือ Coperate Identity ของลูกค้ามากนัก (เช่น โลโก้ต้องอยู่มุมบนซ้าย พื้นขาว ห่างจากขอบ 2 นิ้ว โดยมี Space ว่างๆ รอบโลโก้ไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว ฯลฯ) นักออกแบบประจำนิตยสารก็จัดอยู่ในประเภทนี้เช่นกัน

         

Graphic Designer ประจำบริษัท หรือหน่วยงานต่างๆ เรียกอีกอย่างว่า In-House เป็นนักออกแบบที่มีสังกัดแน่ชัด องค์กรใดองค์กรหนึ่ง แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หรือเครือใดเครือหนึ่ง อันนี้จะค่อนข้างโฟกัสงานไปเลย ไม่มีความหลากหลายแต่ข้อดีคือ ไม่สับสน ทุ่มเทคิดถึง Product ตัวเองเพียวๆไปเลย คนที่เลือกทำกราฟิกในลักษณะเป็น In-House นั้นควรจะเป็นคนที่ไม่ชอบความหลากหลาย เพราะเมื่อเป็น In-House ให้กับที่ไหนก็จะต้องวนเวียนออกแบบสิ่งนั้นไปตลอด อาจจะเปลี่ยนสื่อหรือเปลื่ยนการออกแบบ แต่ก็ไม่หนี Product เดิมๆ เช่น เป็น In-House ให้กับยาหม่อง ก็ต้องทำแต่ยาหม่องไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นกล่องยาหม่อง โฆษณายาหม่องในหนังสือพิมพ์ ยาหม่องในแมกกาซีน ยาหม่องในเว็บ แต่ก็ยังคงเป็นยาหม่องตลอดเวลา (เข้าใจป่าวเนี่ย?) ไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งกับบางคนที่ไม่ชอบทำงานแบบเดิมซ้ำๆ กันเพราะจะเบื่อและพาลอยากเปลี่ยนงานเป็นที่เดือดร้อนของบริษัทไปซะอีก

 Art Director เป็นนักออกแบบประเภทนักคิด ไม่จำเป็นต้องเก่งด้านโปรแกรมออกแบบ*มากก็ได้ (*ในบางบริษัทนะ) แต่ ต้อง แม่นเรื่อง Concept และมีความคิดแหวกแนว โดดเด่น คิดนอกกรอบ ชอบคิดค้นหาไอเดียใหม่ๆมานำเสนอตลอดเวลา มักอาศัยอยู่ใน Advertising Agency โดยแบ่งความรับผิดชอบด้านไอเดียออกไปทำควบคู่กับ Copy Writer (แปลตรงตัวเลย - คนเขียนคำโฆษณา) เสร็จแล้วจึงส่งต่อให้ Graphic  Designer นำเสนอ Visual / Lay-Out หรือเขียน Story Board (สำหรับงาน TVC) ต่อไป

   

Animator นักออกแบบอนิเมชั่น หรือ ภาพเคลื่อนไหว (ส่วนใหญ่จะออกแนวการ์ตูน ดังนั้นผู้สนใจควรมีความสามารถในการเขียนการ์ตูน) ผู้ออกแบบงานประเภท Flash Animation ตามมือถือและเว็บไซต์ต่างๆก็รวมอยู่ในประเภท Animator เช่นกัน ในปัจจุบันวงการโฆษณาก็หันมาใช้ Animation ประกอบในหนังโฆษณามากขึ้น ในอนาคตนักออกแบบอนิเมชั่นคงจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นในอนาคต สำหรับสตูดิโอที่ดังๆ ด้านนี้ คือ Kamtana Animation (ผู้สร้าง จ๊ะทิงจา กะ ก้านกล้วย นั่นแหละ) และ Vithita Animation (ผู้สร้าง ปังปอนด์ อนิเมชั่น - -นอกเรื่อง เดิมทีปังปอนด์เป็นเพียงการ์ตูนตอนหนึ่ง ต่อมาถีบตัวเองขึ้นมาฉายเดี่ยวและพัฒนาเป็นปังปอนด์อนิเมชั่นในที่สุด โอ...โตไวจริงๆ--) และสำหรับผู้ที่สนใจเรียนด้านนี้โดยตรงก็แนะนำให้ไปเรียนที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.รังสิต ภาควิชา Computer Art จะดังสุดและมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมใช้มากที่สุด

Motion Graphic Designer นักออกแบบภาพเคลื่อนไหว งงอ่ะดิ๊ ว่าต่างจาก Animator ตรงไหน ต่างกันตรงที่ Motion Graphic จะเป็นนักออกแบบที่ทำงานกราฟิกประกอบภาพยนตร์นั่นเอง บริษัทที่มีชื่อเสียงในด้านนี้คือ ฟีโนมีนา และแมชชิ่ง สตูดิโอ

   

Environmental Graphic Designer นักออกแบบกราฟิกในนิทรรศการและบูท รวมถึงการออกแบบตกแต่งภายใน-ภายนอกห้างหรืออาคารต่างๆ (นอกเรื่อง-อันนี้ก็เคยทำมาก่อนเข้าวงการโฆษณา) นักออกแบบประเภทนี้ควรอย่างยิ่งที่จะมีความรู้ด้านวัตถุสามมิติ Interior Design  Booth ด้วย ผู้ที่สนใจสามารถเลือกเรียนโดยตรงที่คณะศิลปกรรม จุฬาลงกรณ์ฯ ภาควิชานิทรรศการศิลป์

Illustrator / Digital Artist นักออกแบบภาพประกอบ (ทั้งหนังสือ นิยาย นิตยสาร) ยกตัวอย่างแบบเห็นภาพเลยคือคุณแป้ง-ภัทริดา ประสานทอง ถ้ายังนึกไม่ออกลองดูตัวการ์ตูนนี้

  

ใช่แล้ว! นักออกแบบภาพประกอบโดยส่วนใหญ่มักจะมีคาแรคเตอร์ภาพเป็นของตัวเอง มีสไตล์ ทักษะและเทคนิคที่โดดเด่นมากพอจึงจะมีงานต่อเนื่อง ลักษณะการทำงานจะทำแบบศิลปิน ไม่สังกัดบริษัท ไม่มีเวลาและสถานที่ทำงานแน่ชัด อาจจะไปนั่งสตาร์บัคส์แล้ววาดก็ได้ตามสะดวก ผู้มีใจรักงานด้านนี้ควรจะมีใจรับผิดชอบต่องานและตรงต่อเวลาเป็นที่ตั้งด้วย

 

Visualizer / Digital Artist  นักออกแบบประเภทตกแต่งภาพ (Retouch) จะทำงานตามที่กราฟิกหรือ AD กำหนดมาซะเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะงานมีทั้งโปสเตอร์หนัง ภาพประกอบหนังสือ ภาพคนหรือแม้แต่ภาพโฆษณา โดยจะต้องมีความสามารถด้านโปรแกรม Photoshop ในระดับโครตเซียน (เหนือกว่าระดับคนทำ Graphic Design ทั่วไป) จะต้องสามารถสร้างภาพจากอากาศธาตุได้ เก็บรายละเอียดเนี้ยบ คนทำงานประเภทนี้ได้ค่าตอบแทนจะสูงมาก คิดเป็นภาพต่อภาพเลยทีเดียว (ที่ออฟฟิศจ้างรีทัชตกภาพละเกือบหมื่นเชียวนะ) แต่อาจจะต้องแลกกับการอดหลับอดนอน บริษัทที่มีชื่อเสียงด้านนี้คือ  Illusion, remix , Zone Retouch เป็นต้น

Freelance Designer นักออกแบบอิสระ มี 2 ประเภทคือ ทำเป็น Freelance จริงๆกับคนที่รับทำเป็นรายได้เสริมจากเวลางานประจำ (เรียกง่ายๆว่า "ฝิ่น") แบบหลังจะเหมาะสำหรับคนที่อึดจริงๆเท่านั้น เพราะจะต้องทำงานต่อเนื่องหลังเลิกงานประจำและอดหลับอดนอน (นี่ก็ประสบการณ์ตรง--คอนเฟิร์มเลยว่า 1.ต้องอึดจริงๆ 2.แฟนต้องเข้าใจหากไม่มีเวลาให้ ) ซึ่งอันนี้เป็นข้อได้เปรียบของคนที่ทำงานสายอาชีพนี้ กล่าวคือ สามารถทำงานคนเดียวได้ รับจ๊อบได้ เพราะมี Skill ที่ทำเงินได้ติดตัวตลอดเวลา

ดังนั้นจึงถือได้ว่า งานด้านนี้มีรายได้ดีทีเดียว  แต่ข้อเสียคือ ถ้าไม่พัฒนาตัวเอง ไม่แม่นซักเรื่องก็โดนสอยร่วงเอาง่ายๆเหมือนกัน เพราะเด็กใหม่ไฟแรงเกิดขึ้นทุกวัน ที่สำคัญ เก่งๆกันทั้งนั้นซะด้วย !

 

ฝากสุดท้าย...สำหรับการทำงานด้านออกแบบนั้น ต้องเข้าใจว่า "สวย" ของแต่ละคนนั้นให้นิยามไม่เหมือนกัน ความเข้าใจและความต้องการของลูกค้าก็สามารถทำให้การออกแบบไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด เพื่อนร่วมงาน (ในกรณีที่มี) แต่ละคนก็จะมี EGO มากมาย ของกูดี ของกูเริ่ด ความคิดกูดีกว่า ของกูนำเสนอได้ดีกว่า กูเก๋าเกมส์กว่า ฯลฯ เยอะแยะมากมาย อย่าคิดว่าทำอะไรไปแล้วจะผ่าน จะโอเคง่ายๆ จบงานง่ายๆ เปล่าเลย มีองค์ประกอบมากมายที่ทำได้แม้กระทั่ง "รื้อ"งานคุณ "ทิ้ง" ทั้งหมด! (ซึ่งกรณีนี้จะทำให้ Designer จะรู้สึก Fail มาก) และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อคุณสมัครงาน จึงมักจะมีคำถามว่า "คุณสามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้หรือไม่?" และในกรณีที่คุณสมัครงานตำแหน่ง Advertising Graphic Designer บางที่จะมีคำถามเพิ่มเติมว่า "คุณสามารถรับ คำสั่ง หรือสามารถสร้างงานภายใต้การควบคุมของ AD ได้หรือไม่" ทั้งนี้เพราะบริษัทจะเข้าใจถึง EGO ที่มีในทุกคนนั่นเอง กล่าวคือ AD ก็ต้องได้อย่างใจคิด ถ้าไม่ได้ก็จะด่า จะโมโห โวยวาย (จริงๆนะ) ส่วน Graphic ก็อยากวาดลวดลายออกแบบตามใจฉัน พอโดน "สั่งแบบนั้นแบบนี้" ก็จะไม่พอใจ โมโหและทำงานออกมาได้ไม่ดี ก่อให้เกิดผลเสียทั้งสิ้น บางบริษัทจึงต้องตั้งคำถามนี้ไว้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง

ตกลง "คุณอยากทำงานอะไร?" คะ

 ----------------------------------ปล.แนะแนวสำหรับผู้กำลังเลือกเรียน--------------------------------

ถ้าอยากเป็นนักคิด [Creative] ให้เรียนนิเทศศาสตร์ โปรแกรมนิเทศศาตร์ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Communication Art ซึ่งหมายถึง ศิลปะการสื่อสารมวลชน คือ สอนให้รู้จักวิธีการสื่อสาร สอนให้ฟัง (เสียงผู้บริโภค) คิด (กลยุทธ์มัดใจ) พูด (เข้าใจง่าย ตรงประเด็น) อ่าน (จับประเด็นที่ต้องการนำเสนอได้) เขียน(โครงสร้างงานโดยรวม) ดังนั้น วุฒิที่ได้รับ จึงเป็น ศศบ.:ศิลปะศาสตร์บัณฑิต ซึ่งไม่ได้เกี่ยวเลยกับ Computer Graphic เพราะหน่วยกิตที่ได้จับคอมพ์นี่น้อยกว่านิเทศศิลป์

 

แต่...

 

ถ้าอยากเป็นนักออกแบบ [Graphic Designer] ให้เลือกเรียนนิเทศน์ศิลป์ (แต่ละมหาวิทยาลัยเรียกไม่เหมือนกัน ขอให้ดูที่หน่วยกิตที่มีการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ Drawing การออกแบบ เป็นหลัก) การสอนจะสอนเรื่องการออกแบบแพจเกจ การออกแบบสื่อโปสเตอร์ รวมถึงการใช้โปรแกรมต่างๆ (แล้วแต่เลือกเรียน) ที่จำเป็นในการทำงานด้าน Graphic

 

ที่แนะไว้ก็เพราะมีประสบการณ์ตรงอีกเช่นกัน
ตอนเรียน "ทะลึ่ง" เลือก นิเทศศาสตร์ ทั้งที่ชอบงานออกแบบ

ซื่อบื้อจริงๆ

ปล. Entry นี้ยาวมากๆ หารูปก็เยอะแล้วก็ใช้เวลานานมากกกกก
หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะเนี่ย

*Edit  เพิ่มเติมค่ะ เผอิญไปพบเว็บแนะแนวการศึกษาต่อด้านศิลปะเข้า แนะนำสาขาวิชาของแต่ละมหาวิทยาลัย ไว้ค่อนข้างชัดเจนดีทีเดียว ใครที่กำลังเลือกเรียนก็ตามไปดูได้เลยค่ะ

บล็อกของคุณ (ใน EXTEEN) ฮิตแค่ไหน?

การจัดอันดับนั้นเป็นสถิติ 1 วันที่ผ่านมา นั่นคือ สถิติแบบไม่ realtime นะ 

สรุปวันต่อวัน และไม่ได้นับจาก Pageviews แต่นับจากจำนวน IP Address ที่เข้าชม

เพราะถ้านับจาก Pageviews มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะเป็นการ "อ่านซ้ำ" "ดูเอง" ฯลฯ

และบล็อกต่างๆ จะมีรายชื่อได้ต้องเป็นบล็อกที่เป็นสมาชิกของทรูฮิตหรือใช้บริการ

ของเว็บสามาชิกเท่านั้น นั่นคือ จะมีรูป Truehits Stat อยู่หน้าบล็อก เอ้า..เช็คๆๆ 

 

มาดู 5 อันดับ TOP RANK  ของเมื่อวาน 11 กพ. 2550

อันดับ 1 http://bignose.exteen.com

อันดับ 2 http://vdoclip.exteen.com

อันดับ 3 http://doogutee.exteen.com

อันดับ 4 http://ffman.exteen.com

อันดับ 5 http://doosong.exteen.com

 

มาขยายรายการดูตัวเลข HOT HIT กัน..... 

สถิติประจำวันที่ 2008-02-11  

 

 

 

ถ้าคลิกเข้าไปในภาพกราฟ จะดูรายละเอียดได้อีก

ขออนุญาตยกตัวอย่างบล็อกพระเอกของเรา

http://bignose.exteen.com

ความนิยมอันดับ 1 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ เอ้า..ปรบมือดังๆ

 

 

โอ้ว...สถิติดีไม่มีตกเลยเชียว 

.

.

.

ดูของชาวบ้านแล้วก็มาย้อนมาดูตัว

 

 

 

 

บล็อกของเรา

ARTAmpersand/Needlecard disc with push out letter yING

 

เมื่อวานนี้ สถิติร่วงกราวไปอยู่อันดับที่ 137 จากสมาชิกทั้งหมด 13,318 อันดับ (โอ..น่าดีใจเหลือเกิน)

 

 


 

แล้วนี่กราฟสถิติโดยรวม

 

ต๊ายยย.....ฟ้ากะเหว   

วันไหนพุ่งปรี๊ดก็ปรี๊ดซะมากมาย 

วันไหนเหงาก็ดรอปซะติดดินไปเลย 

เจ๋งป่าวที่รัก!

 

สำหรับคนอื่นๆ และคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ Exteen ก็เช็คได้เหมือนกันนะคะ (ทั้ง bloggang, storythai,dek-d,kapook ฯลฯ) ถ้าสงสัยใคร่อยากรู้ RANK ของตัวเองว่าอยู่อันดับที่เท่าไหร่?

ก็ตามดูได้ที่นี่เลยค่ะ http://blogrank.truehits.net/?provider=l0022680