หนังสือ(ไม่)แนะนำ

posted on 02 May 2008 17:42 by artandying  in Ying
**Remark1: เอนทรี่นี้เป็นความเห็นส่วนตัว
 

 

หนังสือ (ไม่) แนะนำ

 

วันก่อนฉันได้อ่านหนังสือของ "ครีเอทีฟหัวตีบ"

ที่มีชื่อว่า "บ้าโฆษณา ฮาโครตสนุก"

 

 

 

แล้วพบว่า อ่านแล้วหัวตีบลงไปอย่าน่าใจหาย

ฮาไม่ออก วิธีเขียนขัดกับ Theme หนังสือโดยสิ้นเชิง

อดรนทนไม่ไหวจนต้องมาเขียนลงเอนทรี่ในวันนี้


ฉันซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะอารมณ์แท้ๆ "อารมณ์อยากอ่านหนังสือ" ว่าแล้วก็มองไปบนแผงหนังสือในร้านดอกหญ้าสาขารังสิตแล้วก็ยังไม่เจอสิ่งน่าสนใจ กวาดตามองไปเรื่อยๆ จนปวดตา จึงหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาด้วยความรักในวิชาชีพ (นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีต่อคำคมที่ว่า "ความรักทำให้คนตาบอด") และด้วยศรัทธาที่เห็นว่าเป็นผู้เขียนเป็นคนทำงานโฆษณา น่าจะเขียนหนังสือได้ฮาและมีแง่มุมที่น่าสนใจดี พลิกดูเนื้อหาลวกๆเห็นว่ามีตัวอย่างโฆษณาดีๆ จ๊าบๆ แหกๆ แหวกๆ แทรกอยู่ประปราย (แม้จะมีการบรรยายใต้ภาพที่ทำให้รู้สึกว่า จะเขียนทำไม? ก็ตาม) ท้ายที่สุดก่อนก้าวเท้าออกจากร้าน ก็เลย เอาวะ! เล่มนี้แหละคงจะมีอะไรมันส์ๆ มิใช่น้อย จ่ายเงิน 170.- ขาดตัว ไม่มีส่วนลด หาย "อยาก" กันไป


กลับมาบ้าน ด้วยความกระตือรือร้น ฉันหยิบหนังสือมาเปิดหน้าแรก -- คำนำสำนักพิมพ์ -- ยังไม่พบความผิดหวังใดๆเพราะไม่ได้หวังอะไรอยู่แล้ว (ฉันเป็นคนอ่านหนังสือทุกหน้าไล่ตั้งแต่หน้าบรรณานุกรม ครั้งที่พิมพ์กันทีเดียว ส่วนคำนำนั้นอ่านหลังซื้อเพราะเป็นคนไม่เชื่อถือคำนำ --นอกเรื่อง คำนำก็เหมือนคำโฆษณา ชวนเชื่อทั้งนั้นแต่ไม่ได้แปลว่า จริง) --จบ คำนำสำนักพิมพ์ ต่อมาก็-- คำนำผู้เขียนที่ใช้หัวข้อว่า  "คำ..นำไปโน่น" -- (โห..มุก)อ่านจนจบไม่ "ฮา" ซักประโยค เริ่มวิตกจริต ซื้อหนังสือมาผิดป่าววะเนี่ย คงไม่มั้ง เราอย่าไปเชื่อสิ คำนำไม่ใช่ทุกอย่าง (เหงื่อผุดเต็มหน้า วิตกสุดๆ  )


หน้าต่อมา "สาร(ะ)บัญ(เทิง)" และอีก 30 หน้าต่อมา -- ฉันคงต้องบอกว่า คนโฆษณาไม่ควรหันมาเป็นนักเขียน เพราะนอกจากมันจะไม่ฮาแล้ว มันยังเกร็งๆ ยังงงๆ ไม่กระชับ กึ่งๆสาระ ในขณะเดียวกันก็บันเทิงไม่ได้เต็มที่เหมือนกัน ไม่รู้สิ อาจจะเป็นเพราะเค้าไม่ใช่ Copy Writer รึป่าวนะ? - -

 

เอาน่า อย่าเพิ่งตัดสิน ลองพลิกๆไปอีกคร่าวๆดูสิว่า มีตอนไหนน่าจะฮาขี้แตกขี้แตนได้บ้าง

พี่เค้าอาจจะเหมาะกับการทำงานจบในหน้าเดียว Print Ad Creative ซักชิ้น แต่ไม่ใช่เขียนหนังสือ 233 หน้า โดยที่ตลอดเวลาแทรกความฮาด้วยการเติม หุหุ ท้ายข้อความที่คิด (ไปเอง) ว่าฮาอย่างนี้ละมั้ง

 

เฮ้อ.....รู้แล้วว่าคำว่า "หมดอารมณ์" เป็นยังไง


ท้ายหนังสือมีการแนะนำตัวว่าเป็นใครมาจากไหนเขียนหนังสือโด่งดังเรื่องอะไรไว้บ้างรวม 16 เล่ม (อยากจะหามาอ่านจริงๆ อยากรู้ว่าเขียนออกมาแบบไหนกัน แต่พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินกว่าเหตุ ไม่เอาดีกว่า อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยง 16 เล่มนี่ถ้าเฉลี่ย 1 เล่มซัก 170 บาท 16 เล่มก็.......2720.- เชียวนะ พับโปรเจ็คได้!)

 

 

 

หนังสือแนะนำ

 

ด้วยความผิดหวังเสียใจ (อย่างที่กล่าวในหัวข้อแรก) เป็นเหตุให้ผวากับการซื้อหนังสือไปประมาณนึงทีเดียว หนังสือชื่อ "อิฐ" ของ "นิ้วกลม" ตกเป็นจำเลยของสังคม(ของฉัน)ไปอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ยักแย่ยักยันจะซื้อไม่ซื้ออยู่นาน เคยพลิกๆอ่านแล้วก็น่าสนใจ ครั้นจะซื้อก็ปอดลอย กลัวซ้ำรอยเดิม เดี๋ยวโหมดผิดหวังกับการอ่านหนังสือจะกู้กลับไม่ได้ ทำให้ไม่ซื้อหนังสือเล่มนี้ซักที

 

เย็นวันหนึ่งที่รักจ๋าคงอดรนทนไม่ไหว ซื้อมาให้ซะเลย (คงเห็นลูบๆคลำๆอยู่นาน แต่ไม่ซื้อโดยไม่ทราบสาเหตุ) ราคาเบ็ดเสร็จรวม VAT เรียบร้อย 190.- อา...ดีใจจัง ได้อ่านหนังสือแบบไม่ต้องตั้งความหวังใดๆ (นอกเรื่อง--ฉันรู้สึกว่า ถ้าเราซื้อหนังสือด้วยเงินของตนเอง เราจะมีความคาดหวังในหนังสือเล่มที่เราเลือกซื้ออยู่ประมาณหนึ่งทีเดียว)

 

 


อ่านไปเหมือนเดิม ด้วยวิธีเดิมคือ เริ่มต้นด้วยคำนำ - - หนังสือเพี้ยนๆที่มีคนเขียนคำนำถึง 3 คน- - คำนำเล่มนี้ดีไหม? - - ก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ที่น่าสนใจคือ - - คำนำของบางคนฮากว่าเนื้อหาเล่มข้างบนอีก - - น่าสนใจไม๊ล่ะ?


ปอกเปลือกหนังสือ "อิฐ" กัน เพื่อไม่ให้เป็นการลำเอียง จึงตัดสินใจอ่าน 30 หน้าแรกเหมือนเล่มข้างต้นเพื่อพิสูจน์ความ "น่าอ่าน" ปรากฏว่า --วางไม่ลง -- (นี่ไม่ได้เป็นตัวแทนโฆษณาแต่อย่างใด เพิ่งรู้จักนักเขียนคนนี้เหมือนกัน น่าจะช้ากว่าชาวบ้านชาวช่องซัก 3-4 ปี )

 

หนังสือเล่มนี้ไม่ฮาและผู้เขียนก็ไม่ได้สัญญิงสัญญาอะไรที่เป็นการบอกว่าฮา แต่อ่านสนุก เพลิดเพลิน เกิดจินตนาการ สร้างสรรค์ และสามารถหัวเราะ หึหึ ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้ใครมาใส่วงเล็บ

 

เอ้า พิสูจน์ต่อ ด้วยการพลิกไปอ่านคร่าวๆกิริยาเดียวกับข้างต้น

ก็ยังพบว่า เออ น่าอ่านดี มีแง่มุม เอ๊ะ! หรือเราจะเข้าข้าง "นิ้วกลม" มากไป

 

ว่าแต่ ตา "นิ้วกลม" นี่เป็นใครกัน? พลิกไปอ่านด้านหลัง นิ้วกลมยังละอ่อนนักมีหนังสือเป็นของตัวเองแบบเป็นเรื่องเป็นราวแค่ 5 เล่ม (นอกเรื่อง--"โตเกียว..ไม่มีขา" น่าสนใจดี คาดว่าอาจจะไปหาซื้อมาอ่านในเร็ววันนี้ตามสะดวก) 


และ


แท่น แท่น แท๊น......สิ่งที่ไม่เชื่อย่าลบหลู่เกิดขึ้นแล้ว ย่อหน้าหนึ่งของการแนะนำตัวบอกว่า นิ้วกลมทำงานโฆษณา!!! และเค้าเป็น......COPY WRITER เออสิวะ! มันต้องอย่างนี้! เขียนให้ได้อย่างนี้ ถึงจะ WORK!!

(ติดตาม "นิ้วกลม" ได้คร่าวๆที่ http://roundfinger.wordpress.com ไม่ได้เป็นแฟนคลับหรอก เซิร์ซเจอ 55)

 

อันที่จริงเพราะหนังสือของ "นิ้วกลม" นี่แหละเป็นแงผลักดันให้เขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมา หนังสือ 2 เล่มที่อ่านในเวลาใกล้ๆกัน ให้อารมณ์ต่างกันมากเกินไป อ่านในฐานะคนผลิตงานสร้างสรรค์ก็อดไม่ได้ที่จะสร้างสรรค์เอนทรี่นี้ขึ้นมาบ้าง แม้ว่าจะเป็นเอนทรี่ที่ดูไม่สร้างสรรค์นักก็ตาม--

 


สุดท้ายต้องขออภัยที่เคยลั่นวาจาว่า

 

คนโฆษณาไม่ควรหันมาเป็นนักเขียน

 

ขอแก้เป็น

 

คนโฆษณา (บางคนยัง) ไม่ควรหันมาเป็นนักเขียน

 

ไว้ ณ ที่นี้

 

 

 

 

 

ตัวอย่างบางตอนจากหนังสือ (ไม่) แนะนำ

"บ้าโฆษณา ฮาโครตสนุก"


"มีคำเตือนสำหรับครีเอทีฟมือใหม่ทั้งหลาย เช้าวันไหนที่เดินเข้ามาในช่วงโหมงานหนัก โปรดจงเอา Teen เขียพื้นก่อนที่จะก้าวเดิน มิเช่นนั้นจะเผลอเหยียบซากครีเอทีฟแก่ๆที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นหรือซุกอยู่ใต้โต๊ะ"

(จากตอน บริษัทบ้าฮาโครต หน้า 36)


"โลกของผมมีสองใบ! (ชวนให้คิดหมกมุ่นตั้งแต่เริ่มต้นเลย 555) พูดตรงเป้าเลย (เอ้า..ยังไม่เลิกอีก หุหุ) ใบแรกเป็นโลกใบใหญ่ที่ครีเอทีฟทุกคนต้องเปิดใจรับรู้สิ่งรอบตัวและโลกใบเล็กกลมเท่าหัวตัวเอง..ก็หัวตัวเองน่ะสิ (ถึงแม้โลกใบนี้ของผมจะโตกว่าชาวบ้าน แต่ไม่รู้ว่าเพราะมีรอยหยักเยอะหรือขี้เลื่อยมากกว่า)"

 

"คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงถ้าจะกล่าวว่า ครีเอทีฟคืออีตัว ที่มีเออีเป็นแม่เล้า สองอาชีพแตกต่างที่บทบาทมาซ้อนทับกันอย่างไม่คาดคิด คุณจะรู้สึกยังไงล่ะ ถ้าทุกครั้งที่ทำงานหาเงิน ดันมีคนมาคอยสั่งคอยเร่งให้งานเสร็จไวๆในเวลาที่กำหนด ต่อให้ไม่มีอารมณ์ก็ต้องทนทำ อย่าลีลามาก จะได้รับลูกค้าได้เยอะๆ ไม่มีสิทธิ์เลือกหรือโวยอะไร มันเหมือนอาชีพอีตัวชัดๆเลย!"

 

(จากตอน โลกตีบๆเกินคำว่า "บ้า" ของครีเอทีฟ หน้า 51 และ 54)


มี "555" ป่ะคะ?? (หรือฉันเส้นลึกไปเอง)

 

 

 

 


ตัวอย่างบางตอนจากหนังสือแนะนำ

"อิฐ"

 

"- - - ผู้ใหญ่ที่มีความเชื่อว่า "เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด" ก็สอนให้เด็กๆเดินตามๆกันไป...ตามตัวเอง แต่ผมว่าชีวิตอันสั้นกุดจุ๊ดจู๋นี้ บางทีเราน่าจะเดินออกนอกเส้นทางไปวัดดวงกับหมาดูบ้างออกเดินไปในทางที่ยังไม่มีใครเดิน หรือเลือกเดินในทางที่ผู้คนไม่นิยมเหยียบย่างข้ามไป

 

มันจะเป็นไรกันนักหนา อย่างมากก็แค่ถูกหมากัด!

 

ส่วนตัวแล้ว ผมจึงกลัวการถูกหมากัด น้อยกว่าการที่ไม่ได้เดินตามความเชื่อของตัวเอง และผมก็ยังแอบคิดอีกด้วยว่าการได้อวดแผลที่หมาตัวนั้นงับจมเขี้ยวให้คนอื่นดู บางที มันก็ดูเท่ดี มิใช่หรือ?

 

ถึงแม้ว่าโตขึ้น เราจะเลิกเล่นเลโก้กันไปแล้วแต่ผมก็เชื่อว่าเรายังมีอิฐก้อนนั้นอยู่ในมือทุกคนเป็นอิฐที่สามารถเอาไปสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้ร้อยพัน แต่เรื่องน่าเศร้าของมนุษย์มีอย่ว่า...ยิ่งโต เรายิ่งสูญเสียความกล้าในการลงมือทำ แถมต่อมความคิดสร้างสรรค์ถูกกดทับจนด้านชาไป

 

อ่านกันจนมาถึงบรรทัดนี้

 

ลองก้มมองอิฐในมือหน่อยเป็นไร หากว่าคุณยังไม่ได้วางมันไว้ ยังไม่ได้ขว้างมันทิ้งไป

ผมใคร่ขออนุญาติเสนอว่า 

ให้ถือกุมมันไว้ให้แน่น

แล้วออกเดินไปตามเส้นทางที่คุณอยากไป

ลองก่อร่างสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา

และถ้าเกิดว่าต้องเผชิญหน้ากับหมา

 

ก็เอาอิฐก้อนนั้นและ  ปาหัวมัน!"

(คำนำจากผู้เขียน-นิ้วกลม-)

 

มี "หึหึ" ป่ะคะ?? (หรือฉันเส้นตื้นไปเอง) 

 


------------------จบข่าว--------------------

 

 

 


พิจารณาแล้วก็เลือกอ่านกันไป

เพราะนี่แค่เขียนไว้เตือนความจำของตัวเอง

 

**Remark2: เอนทรี่นี้เป็นความเห็นส่วนตัว คิดอยู่นานว่าจะเขียนดีไม๊ เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการโดนแฟนหนังสือหรือคนในวงการหมั่นไส้พอดู แต่เมื่อพิจารณา(ตัวเอง)แล้วก็เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นไร เพราะถ้าเราวิจารณ์หนังได้ ทำไมจะวิจารณ์หนัง...สือบ้างไม่ได้ จริงไม๊ล่ะ!

 

**Remark3: จะเขียน Remark ทั้งใหญ่และหนาทำไมเนี่ย?

A Love Scene:สำหรับคอหนัง

posted on 23 Apr 2008 17:08 by artandying  in Ying

สวัสดีอีกครั้ง

ช่วงนี้เรายังไม่มีนโยบายอัพบล็อก

 

 

 

แต่.......

ขอแจก Tag V.2  

 

 

 

 

หัวข้ออะไร...มาดูกัน

 

 

 

 

 

...แทน แท่น แท้น.... 

 

 

 

สำหรับเจ้าของ Tag

ขอรอให้คุณ Art เป็นคนมาตอบเหมือนเคย อุอุ

 

 ----------------

 

ส่วนรายนามผู้ที่อยากส่งต่อ Tag ให้ (คิดเอาเองว่าคงอยากทำเหมือนกัน)

1.คุณหมอโรคจิต PseudoMedicine_(。◕‿◕。 )/ 

2.คุณโก๋สิจ๊ะ โก๋สิจ๊ะ

3.คุณสกายคิดส์  SkyKiD

4.คุณเอ๊ดดี้ Eddy  (เอ..คนนี้ดูแต่ AV ป่าวหว่า? 55 ล้อเล่นค่า)

5.คุณฟิล์มซิก http://filmsick.exteen.com/ และคุณ  Chubby Chocobo 

(2 คนหลังคงไม่รู้จักบล็อกนี้ แต่เราไม่เป็นไร...เรากล้าแจกอยู่แล้ว 55) 

 

 


รับไม่รับ  แล้วแต่จะกรุณา

แต่ทำแล้วแวะมา  บอกกันซักนิด

ถ้าใครคิดจะส่งต่อ  ก็เป็นการดี

ขอจำนวนเป็นแค่เลขคี่... ก็พอใจ

 

และสำหรับผู้บังเอิญ ผ่านเข้ามา

ไม่ต้องน้อยใจนะว่า ไม่มีรายชื่อ

รับ Tag ไปได้ เจ้าของไม่หืออือ

วานลงชื่อบอกด้วย... จักขอบคุณ 

 

โอ๊ะ...คลอดแล้วค่า

posted on 21 Apr 2008 00:45 by artandying  in Ying

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นั่นแน่

 

 

 

 

 


ตกใจกันอ่ะดิ๊
หายหน้าหายตาไปนาน กลับมาก็เลยเปิดตัวให้ตื่นเต้นเล็กน้อย

(ข้างบนนั่นรูปลูกใครไม่รู้ ขอขอบคุณ Google ที่ให้ความร่วมมือ)

 

 

 

 

 

เอาล่ะ

เว้ากันซื่อๆ

เอนทรี่นี้ไม่มีอะไรมาก

แค่จะบอกว่า

เรา 2 คน รักกัน ครบรอบ  9 เดือนแล้ว

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

เมื่อวันที่ 19 เมษายน ปีนี้ (เอ่อ...เพิ่งผ่านมา 2 วัน) ได้มีการเฉลิมฉลองครบรอบ 9 เดือนกันไปที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในเครือเมเจอร์และรับประทานอาหารกลางวันแบบญี่ปุ่นท่ามกลางคนแปลกหน้าที่มาร่วมยินดีกันอย่างล้นหลาม (ที่ร้านฟูจิ--คงรู้นะว่าคนล้นหลามแค่ไหน เหอๆ)

ช่วงนี้เรา 2 คนไม่ค่อยว่าง เพราะที่รักจ๋านั้นออกรอบสอนหนังสือเหล่า "อรหันต์ซัมเมอร์" อยู่ ส่วนตัวข้าพเจ้าเองนั้นเมื่อที่รักจ๋าไม่ว่างก็ทำตัวเลียนแบบไม่ว่างบ้างไปตามเรื่อง เนียนๆไป ซึ่งคาดว่ากิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงจะแล้วเสร็จในต้นเดือนพฤษภาคม และเราคงได้กลับมาอัพเดตกระหึ่มกันเหมือนเดิมซักที (กว่าจะถึงตอนนั้นไม่รู้เหล่า-สหาย-ที่ติดตามอ่านบล็อกเราจะ-หาย-กันไปหมดรึยัง ฮือๆ)

ตอนนี้ที่รักจ๋าติดเรื่องเขียนเอนทรี่ไว้ 2 เรื่องใหญ่ๆคือ 1.เรื่องวันสอบวิทยานิพนธ์ และ 2.เรื่องวันครบรอบนี่แหละ (เขียนไว้เป็นหลักฐานกันอู้) ส่วนเรื่องอื่นๆที่ติดไว้ก็คงจะเป็นพวกวิเคราะห์หนังที่ไปดูมา ไม่ว่าจะเป็น ลองของ 2 / The Forbidden Kingdom กระมัง (อืม มีผู้อ่านบางท่านขอให้ที่รักจ๋าเขียนเอนทรี่วิเคราะห์หนังเรื่อง "Me,Myself" เพราะจะทำรายงาน โดยทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ด้วย ขอแจ้งไว้ในที่นี้ว่า เอ่อ...เรา 2 คนงงงวยมาก จึงยังไม่ได้เขียนจนบัดนี้ )

 

 

จบการรายงาน


ต่อไปจะเป็นเนื้อหาที่เขียนถึงที่รักจ๋าแล้วน๊าาาา

 

Hello Honey
Happy anniversary 9 th month of us.

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... 

Having you here with me is the best.

i'm still looking for everything best.

Just for increasing our love.

 

If love is to understand,i'll keep the distance between us.

Everything or everyone in past,it's all history.

No one of us be jealous.

 

Believed me,now,only you in my mind.

I'll love you by now to eternity.

  

I'm so proud of this love and glad to have you near

and you are reserved to be my own proud.

 

Don't be scared for any change cos you're so important

and make me love you more and more.

 

 

At last,

I wanna say

i love you sm

and

"Now, my life has enough happiness"

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

ตอนนี้ที่ออฟฟิศเต็มไปด้วยนักศึกษาฝึกงาน

หน้าใสบ้าง หน้าไส(หัวไป)บ้าง นับได้ 12 ชีวิต 

 ทีนี้จำนวนเด็กฝึกงานมีมากกว่าจำนวนพนักงาน

จำนวนงาน และจำนวนคอมพิวเตอร์ 

สมการจึงออกมาเป็น 





ปล.ความหมาย

ไอคอนคอมพ์ฟ้าคือ สอนคอมพ์

ไอคอนหัวใจ คือ สอนขั้นตอนการทำงาน

ไอคอนลูกโลก คือ สอนวิธีคิดงาน

ไอคอนคอมพ์เหลือ คือ สอน คอมพ์และวิธีการทำงาน 

ส่วนไอคอนฝูงนศ.สีเขียวๆ นั่นเป็นสัญลักษณ์ว่า เวียนๆกัน ไม่ระบุจำนวนแน่ชัด 

 


แล้วยังไง?  

 

 

 

เช้าวันนี้...

ขณะที่เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายยังไม่เข้าออฟฟิศ เด็กฝึกงานประมาณ 8 ชีวิตจับกลุ่มกันดู UBC อยู่ 


หัวหน้าฝ่ายก็ดุเด็กว่า 

"จับกลุ่มกันทำไม ดูทีวีทำไม ทำไมไม่ไปหาอะไรทำ!" 


หลังจากนั้นกลุ่มเด็กฝึกงานก็แตกฮือ กระจายไปมุมต่างๆ ของออฟฟิศ 


พอพี่ครีเอทีฟเดินเข้ามา 

หัวหน้าก็พูดว่า "เนี่ยเด็กจับกลุ่มกันดูทีวี เพิ่งไล่ไม่ให้ดูเนี่ย แย่จริงๆ" 


พอผู้อาวุโสเดินเข้ามา

หัวหน้าก็พูดแบบเดิมอีก 

(ไม่รู้จะเรียกว่าฟ้องหรือโชว์ว่าฉันทำดีก็ไม่รู้) 


ส่วนฉันผู้อยู่ในเหตุการณ์ก็นั่งนึกว่า 

แล้วไอ้ "หาอะไรทำ" มันคืออะไรล่ะ? >>ช่างไม่รักพวกพ้องเอาซะเลย


ในฐานะที่พอจะเหลือเค้าความเข้าใจวัยรุ่นวัยเรียนกะเค้าอยู่บ้าง ก็นึกเห็นใจน้องๆ ขึ้นมาในบัดดล ...


การที่เราโดนดุด่า เราย่อมเกิดคำถามว่า โดนเพราะอะไร? อยู่แล้ว 


ทีนี้คำถามในใจเด็กมันก็คงออกมาในรูปที่ว่า ... กูผิดอะไรวะ? ก็มันไม่มีอะไรให้ทำ? พี่ๆก็ยังไม่มา? มาก็ไม่เห็นมีใครสนใจกูเลย? คอมพ์แม่งก็มีให้ใช้แค่ 2 เครื่องคนแม่งมีเป็นสิบ แล้วอย่างอื่นนี่จะให้กูทำไรวะ? ขัดส้วมเหรอไง? กูไม่ดูก็ได้ เดี๋ยวกูจะนั่งเฉยๆ นี่แหละ ดูซิ แม่งจะด่าอีกไม๊? แล้วถ้าพี่ๆ เข้ามากูจะไปดูเค้าทำงานได้เหรอ? เดี๋ยวแม่งก็ด่าก็รำคาญเอาอีก? แล้วดูไอ้พี่นี่แม่งฟ้องทุกคนจะเอาไงกะกู? มีปัญหาไรนักหนา? ฯลฯ (หยาบคายเล็กน้อยตามวัย)


ถูก เพราะเมื่อพิจารณาตามเหตุปัจจัยแล้ว คำที่นึกค่อนขอดในใจนั้นนับว่า ถูกต้อง 


ฉันเห็นด้วยกับการที่เด็กจะรู้สึกว่า กูผิดตรงไหนวะ! >>ดูให้ท้ายไปป่าวเนี่ย? 


 

 

 

เพราะอะไรน่ะเหรอ?


เพราะบริษัทควรจะรู้ว่าตัวเองมีศักยภาพมากแค่ไหน อุปกรณ์พร้อมแค่ไหน 

 การที่เราจะรับเด็กฝึกงานเข้ามา "ฝึกงาน" เด็กเหล่านั้นก็สมควรที่จะได้ "ฝึกงาน" จริงๆ ได้ทำ ได้ลอง ได้ความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรทำให้มันถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการรับ "นักศึกษา (มา)ฝึกงาน" "ฝึกทำงาน" ก็ต้อง "ได้ทำงาน" ไม่ใช่รับตะบี้ตะบันรับมาแล้วไม่มีอะไรจะให้เด็กฝึกให้เด็กทำ อันนี้ข้อที่ 1 


สำหรับข้อที่ 2 คือ การที่คุณดุเด็กให้ไปหา "อะไร" ทำ คุณก็ต้องบอกด้วยว่า "อะไร" 

เด็กฝึหงานก็คือเด็กฝึกงาน ถ้าไม่บอกก็ย่อมไม่กล้าทำไม่กล้าแตะอะไร (ไม่นับพวกสู่รู้ กล้าไปหมดนะ) ใครจะไปรู้ว่าอนุญาตให้ทำหรือไม่อนุญาตให้ทำอะไรบ้าง พี่ที่เห็นก็ช่วยบอกให้เคลียร์ๆ ไม่อยากให้นั่งดูทีวีก็สอนซะว่าให้ทำอะไร เช่น อย่าดูทีวี ไปอ่านหนังสือสอนใช้โปรแกรมสิ ไปเปิด PhotoLibrary ดูมุมภาพสิ ไปหาข้อมูลเรื่องนั้นเรื่องนี้สิ ไปนั่งดูพี่ๆทำงานสิ (ซึ่งพอเป็นสถานการณ์จริง อี "พี่ๆ" ที่ว่านั่นจะรำคาญมากที่มีน้องๆหรือ anybody มานั่งดูตอนทำงาน) ใครที่ใช้คอมพ์อยู่บ่อยๆก็ให้คนอื่นใช้มั่งสิ หรือไม่งั้นก็คิดโจทย์อะไรให้น้องทำไปเล่นๆแล้วเอามาพรีเซนต์ วิเคราะห์กัน อะไรทำนองนั้น มันจึงจะได้ประโยชน์  


ฟังแล้วก็รำคาญใจ บอกไปก็ไม่มีใครแก้ไขได้ ไม้แก่กันทั้งนั้น! 


คำถามง่ายๆ

ฉันถามว่า "พี่รับเด็กมาฝึกครีเอทีฟทำไมเยอะแยะ ที่นั่งก็ไม่พอ คอมพ์ก็ไม่มี"


หัวหน้าฝ่ายตอบว่า

"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนรับหลายคนรับแล้วไม่บอก รู้อีกทีก็ 12 คนละ"


 กรรม! 

 

  

 

ข้างต้นเป็นเรื่องขององค์กร

ทีนี้มาต่อที่เด็กฝึกงาน

 

เอาล่ะ เมื่อเค้า(หัวหน้า/พี่ๆ)ไม่บอกว่า จะให้คุณทำอะไร คุณในฐานะผู้มาหาประสบการณืและความรู้เพิ่มเติมก็ต้องยึดหลักนี้ไว้แล้วก็หาอะไรที่สมควรทำ และทำซะ!

 

การพิจารณาว่าสิ่งใดสมควรหรือไม่นั้นน่าจะเป็นเรื่องของระบบความคิด ถ้าคิดไม่ได้ ชีวิตนี้ก็อย่าได้มาทำอะไรร่วมกับคนอื่นเลย ไปหาพ่อแม่แล้วขอเงินเปิดบริษัทเองซะ อย่าได้มาเบียดเบียนสร้างความน่าโมโหซึ่งกันและกันเลย

 

การเป็นนักศึกษาฝึกงานก็ต้องตระหนักว่า ตนเองนั้นเป็นผู้น้อยด้อยประสบการณ์  มาขอเค้าฝึกงาน ดังนั้น ก็ควรทำตนเยี่ยงนักศึกษาฝึกงาน มิใช่เทียบเท่า

 

 

 

มีความ "ควร" อยู่ไม่กี่อย่างที่คุณน้องๆต้องรู้

 

1."ควร" ตรงต่อเวลา ถ้าออฟฟิศเปิด 9 โมง คุณน้องก็ควรจะมาถึง +- ไม่เกินครึ่งชม. ไม่ใช่อยากตื่นเมื่อไหร่ตื่น อยากมาเมื่อไหร่มา บางวันเอ้อระเหยลอยชายเข้าออฟฟิศเที่ยง แบบนี้ก็เกินไป

2."ควร" รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย จริงอยู่ที่ไม่มีใครมอบหมายงานสำคัญยิ่งชีพเป็นความเป็นความตายบริษัทให้คุณดูแลหรอก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานเล็กๆน้อยๆ แต่งานไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ย่อมพิสูจน์ความรับผิดชอบของคุณได้อยู่แล้ว  ถ้างานเล็กๆยังรับผิดชอบไม่ได้ งานใหญ่ก็คงมีทำหรอกนะคะน้อง บางคนรับปากรับงานไป ส่งเมื่อนั่นเมื่อนี่ ถึงเวลามาส่งไม่ได้สาระอะไรเลย เสร็จบ้างไม่เสร็จบ้างอีกต่างหาก อันนี้คุณพี่ก็ท้อแท้เหมือนกันค่ะ

3."ควร" มีสัมมาคารวะ เรื่องนี้เบสิกมาก คือ การเคารพผู้ใหญ่/รุ่นพี่ บางคนนี่เค้าอายุรุ่นพ่อพวกคุณเลยนะ คุณจะมาเล่นเอาฮาไม่ได้ ชื่นชมเสมือนเด็กแนวไม่ได้ "พี่อ๊อดแม่งเก๋าวะ งานพี่โครตเห้าเลย ฯลฯ" เอ่อ...ครับน้องครับ ขอบคุณที่ชมครับ

4."ควร" มีมารยาทน่ะ ขอนิดนึง บางทีการกล้าแสดงออกกับการกระแดะ หรือ ความมีมนุษย์สัมพันธ์สนิทกับคนง่ายกับความลามปามเป็นขี้กลากนี่มันก็ มีแค่เส้นบางๆกั้นอ่ะนะ เด็กบางคนสนิทกับพี่ไว โชว์เหนือเพื่อนว่า กูพูดคุยเล่นกับพี่ๆได้ แต่บางทีลามปามขนาดตะโกนเรียก หรือแซวแรงๆ "พี่ปากหมาว่ะ" (มีจริงๆ) นี่ก็นะ เกินไปนิดนึง พี่เค้าไม่ถือหรอกแต่น้องถือมั่งก็ดี น้องผู้หญิงบางคนแหกปากโวยวายกรี๊ดกร๊าดในออฟฟิศ แสดงความคิกขุบ้องแบ๊ว เวลาพี่อยู่ในโหมดอารมณ์ดีมันก็พอรับได้อ่ะนะ แต่ถ้าเค้าทำงานกันอยู่ เครียดอยู่ เจอแบบนี้ก็ อึ่ม.......

5."ควร" พิจารณาความจำเป็นเมื่อมีการลา บางทีน้องเล่นแพลนจะไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ แพลนจะกลับบ้านต่างจังหวัด แล้วมาลาๆๆๆ ออฟฟิศนะคะ ไม่ใช่ห้าง นึกจะมาก็มาได้ บางคนหายต๋อม ไม่ลงไม่ลามันซะงั้น นี่ยังไม่นับไอ้ประเภทลาไปมหาลัยอีกนะ นานๆลาทีไม่ว่า บางคนไปมหาลัยแม่งทั้งอาทิตย์ไม่รู้นักเรียนหรือมหาลัยที่บ้า ฝึกงานก็เหมือนทำงาน ใครจะมาลาไปมหาลัยอะไรบ่อยๆทำไมไม่ทราบ ถ้ายังไม่พร้อมก้ไปเรียนไปทำธุระอะไรต่างๆนานาให่้เสร็จแล้วค่อยมาฝึกงานทีเดียวเลยละกัน

 

ขอแค่นั้นล่ะ 5 ข้อ ทำได้ป่ะคะน้องๆ?

 

   

 

ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างปรับคุณภาพ สร้างมาตรฐานต่างๆ ให้ดีขึ้น

ทั้งนักศึกษาฝึกงานและตัวองค์กรเอง

คงจะได้รับประโยชน์จากการ "ฝึกงาน" อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

 

- - จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วถึงกัน - - 

Final Result: Version ผู้ชม

posted on 02 Apr 2008 13:39 by artandying  in Ying

คืนก่อนสอบ - -