คำเตือน : entry ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์เพราะมีการเปิดเผยส่วนสำคัญของหนัง
FEAR CHANGES EVERYTHING
"ความกลัวเปลี่ยนได้ทุกอย่าง" ประโยคซึ่งปรากฎอยู่บนใบปิดหนังเรื่อง The Mist ถือได้ว่าเป็นประโยคที่สรุปแก่นเรื่องของหนังได้ดีที่สุด ทั้งนี้ The Mist ได้พาเราไปพบกับด้านมืดของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ถูกครอบงำด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด สัญชาตญาณดิบเถื่อนก็มิอาจจะถูกกักเก็บไว้ภายในเขื่อนแห่งการเก็บกดได้อีกต่อไป
หนังสมมติสถานการณ์ให้ตัวละครกลุ่มหนึ่งต้องมาหลบภัยร่วมกันภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ภัยคุกคามที่ว่าคือหมอกมรณะที่แฝงไปด้วยเหล่าสัตว์ประหลาดที่รอเขมือบเหยื่อของมัน
ตัวละครเหล่านี้ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวทั้งจากภายนอก คือสัตว์ประหลาด และทั้งจากภายในคือความหวาดกลัวของมนุษย์ด้วยกันเองที่พร้อมจะทำร้ายซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด
หนังซ้อนประเด็นทางศาสนาอย่างล้ำลึก เพราะเราสามารถแบ่งตัวละครได้ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือพวกที่เผชิญความหวาดกลัวของตนด้วยหลักแห่ง "เหตุผล" ใช้วิธีคิดวางแผน และสติปัญญาในการเอาตัวรอดจากภัยคุกคาม ขณะที่ตัวละครอีกกลุ่มหนึ่งเป็นพวกยึดมั่นใน "ศรัทธา" ในพระผู้เป็นเจ้า เชื่อว่าสัตว์ประหลาดร้ายนั้นแท้จริงแล้วเป็นพระประสค์ของพระองค์ เป็นสัญญาณแห่งวันพิพากษา
ฝ่ายตัวละครผู้ยึดมั่นในศาสนานั้น นำโดยตัวละครหญิงตัวหนึ่ง ซึ่งแต่เริ่มเรื่องก็ไม่มีคนเชื่อถือเธอนัก แต่เมื่อเรื่องดำเนินต่อไป เธอจะเริ่มมี "สาวก" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย ศรัทธา ความหวาดกลัวและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดได้แปรเปลี่ยนมาเป็นความโหดร้ายก้าวร้าว เมื่อตัวละครฝ่าย "ศรัทธา" คิด "บูชายัญ" ตัวละครบางคน (โดยจับไปให้สัตว์ประหลาดกิน) เพื่อที่ว่าพระเจ้าจะพอพระทัย
นั่นคือโครงเรื่องคร่าวๆของ The Mist
คำถามสำคัญที่เราควรตั้งคือ ถ้า "ความกลัวเปลี่ยนได้ทุกอย่าง" ลึกๆแล้ว ตัวละคร "กลัว" อะไร ? และถ้างานของสตีเฟน คิง (ผู้เขียน The Mist) มักตีแผ่จิตใต้สำนึกของมนุษย์ ในจิตใต้สำนึกนั้น มนุษย์กลัวอะไร ?
.................................................................................
ต่อคำถามข้างต้นนั้น ผมขอเสนอคำตอบว่า หนังเรื่อง The Mist สื่อถึงความกลัวต่อ "พ่อ" ที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคน
เพื่อ justify คำตอบเชิงสมมติฐานของผม ผมขอเล่าทฤษฎีจิตวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อดังนี้
1. ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ จิตใจคนเรามี 3 ส่วนคือ id ego และ superego ego คือ "ฉัน" เป็นส่วนที่เรารับรู้เกี่ยวกับตัวเรา (ฉันคือใคร ฉันคิดอะไร ฉันต่องการอะไร) ego หรือ "ฉัน" นี้ จะอยู่ตรงกลางระหว่าง id กับ superego id คือสัญชาตญาณเถื่อนดิบที่ผลักดัน ego ให้ทำตามใจมัน ขณะที่ superego คือส่วนศีลธรรมข้อห้ามที่คอยเบรค ego ไว้
ในชีวิตของคนเรา id ego superego จะทำงานร่วมกันเสมอ แม้ว่าจะขัดแย้งกันอย่างสำคัญ ยกตัวอย่าง ego "ฉัน" ไปเจอเพศตรงข้าม id (ในจิตใต้สำนึก) ก็จะออกคำสั่งแก่ "ฉัน" ว่า "ไปปล้ำเลย" แต่ supergo ก็จะมาเบรคไว้ว่า "เฮ้ย มันผิดศีลธรรม ปล้ำไม่ได้ เอ็งต้องไปจีบเขาดีๆ" นั่นคือเพื่อสนองความปรารถนาบางอย่างภาคจิต 3 ส่วนมันจะประชุมหารือกันเพื่อ deal กับ reality ให้ได้เหมาะที่สุด
2. เด็กแรกเกิดจะมีแต่ id และ ego เท่านั้น superego จะมาทีหลังสุด ฉะนั้นเด็กแรกเกิดจึงมีพฤติกรรมที่สนองความต้องการของตนเท่านั้นโดยไม่รับรู้กฎระเบียบอะไรทั้งนั้น
3. ทีนี้ ในบรรดาความปรารถนาทั้งหมดของเด็ก จะมีความปรารถนาหนึ่งคือความ "อยากรู้" ที่จะเกิดขึ้นในใจเด็ก แต่เป็นความ "อยากรู้" ที่สัมพันธ์กับเรื่องเพศ พูดง่ายๆคือเมื่อถึงวัยหนึ่งเด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องเพศ
เจ้าหนูจำไมจะสงสัยว่า เด็กมาจากไหน (ฉันมาจากไหน น้องมาจากไหน) เวลาพ่อแม่หายไป พ่อแม่ทำอะไรกัน คนอื่นๆมี "ไอ้นั่น" เหมือนฉันไหมหนอ และ "ไอ้นั่น" มันมีไว้ทำไม ทำไมเวลาฉัน "เล่น" "ไอ้นั่น" มันถึงเพลินดีจัง ฯลฯ
4. ทว่า เมื่อเด็กแสวงหา "คำตอบ" เพื่อสนองสัญชาตญาณความ "อยากรู้อยากเห็น" (เรื่องเพศ) ของตน "พ่อ" จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อสกัดกั้นความอยากรู้ (อันแก่แดด - ในสายตาพ่อ) นั้น
เช่น เมื่อเด็กเล่น "ไอ้นั่น" พ่ออาจจะดุว่า "อย่าไปเล่น !" กระทั่งขู่ว่าจะตัดมือทิ้ง หรือเมื่อเด็กถามว่า "ลูกมาจากไหน" พ่ออาจตอบว่า "เมื่อโตลูกจะรู้เอง" หรือเมื่อเด็กบังเอิญไปเห็นพ่อกับแม่ make love กันเด็กอาจถูกพ่อดุตวาดเปิดเปิง
ไม่ว่ารูปแบบการสกัดกั้นความรู้ของ "พ่อ" จะนุ่มนวลหรือแข้งกร้าวเพียงใด (ตั้งแต่พูดดีๆไปจนถึงดุด่าว่ากล่าว) เด็กจะเริ่มเรียนรู้ "ความรู้สึกผิด" (gulity) เป็นครั้งแรกของชีวิต สิ่งที่ถูก/สิ่งที่ผิด จะแยกออกจากกันชัดเจนในใจของเด็ก
"พ่อ" คือตัวแทนของกฎระเบียบแห่งแรกของมนุษย์ที่จะมาบอกเราว่า สิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ผิด
"พ่อ" คือตัวแทนแรกในโลกของเด็กที่บอกว่า ความปรารถนาของเธออาจถูกลงโทษถ้ามัน "ผิด" "ไม่เคารพกฎเกณฑ์"
และด้วยความกลัวพ่อนี่แหละ ที่เด็กจะเรียนรู้ที่จะเก็บกดความอยากที่ "ผิดๆ" ของตนไว้ และเริ่มสร้าง superego ในใจเป็นตัวกำกับการกระทำของตนว่าอย่าทำสิ่งโน้นอย่าทำสิ่งนี้
5. "พ่อ" ในฐานะกฎระเบียบและตัวห้ามปรามจึงนำมาซึ่งความหวาดกลัวในใจของเด็ก (เสียงที่ว่า "มึงอย่าทำอย่างนี้นะมึง ! จะดังกึกก้องในจิตใต้สำนึกของเด็กนับแต่นั้น) แต่ขณะเดียวกัน "พ่อ" หรือ superego ก็มีฐานะผู้ปกป้องหรือผู้รับประกันความปลอดภัยด้วย นั่นคือเด็กเรียนรู้ว่าถ้าทำตามกฎ(ของ "พ่อ" หรือ superego) เด็กก็จะอยู่ในสังคมอย่างปลอดภัย เสมือนได้รับความคุ้มครองจาก "พ่อ"
6. ต่อมา superego - ซึ่ง origin คือ "พ่อ" - จะพัฒนามาเป็นกฎระเบียบของสังคม ศีลธรรมและที่สำคัญคือศาสนา เพราะความกลัวของมนุษย์ มนุษย์จึงต้องการ "พ่อ" คุ้มครองตลอดเวลา แม้ไม่มีพ่อจริงๆแล้ว มนุษย์ก็ยังจะแสวงหา "พ่อ" ในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะในศาสนา (เราจึงมี พระ"บิดา" องค์ "พ่อ" จตุคามรามเทพ และอีกหลายเสด็จ "พ่อ" - นี่ยังไม่นับว่าในสังคม เรายังต้องการการคุ้มกะลาหัวจากเจ้า "พ่อ" ต่างๆ)
โดยสรุป "พ่อ" (ทั้งพ่อจริงๆ superego กฎเกณฑ์ต่างๆ หลักศาสนา) เป็นทั้ง ข้อห้าม ของน่ากลัว ภัยคุกคาม และสิ่งที่ปกป้องในเวลาเดียวกัน
..............................................................................
ในทัศนะของผม พระเจ้าหรือพระ "บิดา" คือตัวละครที่สำคัญที่สุด น่ากลัวที่สุด ในหนังสยองขวัญเรื่องนี้
ขณะที่เราอกสั่นขวัญแขวนไปกับความน่าสยองของหมอกและเหล่าสัตว์ประหลาด หนังจะเข้าไปกระตุกความหวาดกลัวที่ซ่อนลึกลงไปอีก ในระดับจิตใต้สำนึกของเราว่า "ถ้าเอ็งอยากรู้มากไป เอ็งจะถูกพ่อลงโทษ"
เพื่ออธิบายระบบเครือข่ายสัญลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ที่มี "พ่อ" เป็นศูนย์กลาง ผมขอแตกออกเป็น 4 ประเด็นย่อยดังนี้
1. ที่มาของ FEAR (ความหวาดกลัว) อันได้แก่หมอก (the mist) และสัตว์ประหลาดมาจากไหน ?
หนังจะเฉลยว่าเกิดจากการทดลองอันผิดพลาดของกองทัพสหรัฐ
ในเชิงสัญลักษณ์ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ย่อมสื่อถึง สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ซึ่งไอ้เจ้าความ "อยากรู้" นี้แหละที่มันไป "ขัดใจพ่อ" (ดังทฤษฎีที่ได้ให้อรรถาธิบายไปข้างต้น)
ตัวละครหญิงที่เป็นตัวแทนของผู้ยึดมั่นในศรัทธา ผู้อ้างว่าเป็นกระบอกเสียงของพระผู้เป็นเจ้า (ในแง่นี้ เธอคือตัวแทนของ "พ่อ" และ superego คือกฎศีลธรรมด้วย) พูดอยู่ตลอดทั้งเรื่องว่า "ความอยากรู้" นั้นเป็นบาป เป็นการกระทำที่ขัดพระประสงค์ของพระ "บิดา" เธอยกตัวอย่างเรื่องการเหยียบดวงจันทร์ของมนุษย์ การทดลองแยกอะตอม
ประโยคที่ชัดที่สุดคือเมื่อเธอพูดว่า "มนุษย์ค้นหาความลับของธรรมชาติซึ่งเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้น" ซึ่งสะท้อนสัญลักษณ์ว่า เด็กไม่ควรจะอยาก "รู้" ในสิ่งที่ "พ่อ" เท่านั้นที่จะรู้ และพ่อห้ามไม่ให้รู้
ตัวละครหญิงนี้จึงสร้างความคิดแก่ตัวละครอื่นๆว่า หมอกก็ดี สัตว์ประหลาดก็ดี ล้วนเป็นบาปของมนุย์ เป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เป็นการลงโทษของพระองค์ที่มีต่อ "ลูกๆ" ที่ทำ "บาป" (บาปเพราะ "อยากรู้" มากไป)
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ตัวละครที่ถูกจับ "บูชายัญ" จะเป็นนายทหารหนุ่มจากกองทัพ เพราะเขาคือตัวแทนของ "ลูก" ที่บังอาจการะทำการ "ทดลอง" ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามของ "พ่อ" เสมือนเด็กน้อยที่ก๋ากั่นทดลอง "เล่น" "ไอ้นั่น" ของตัวเองด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนถูกพ่อตีมือ
จิตใต้สำนึกจะกระซิบบอกเราว่า "ที่เอ็งมีความกลัวถึงทุกวันนี้ เพราะครั้งหนึ่งเอ็งเคยอยากรู้มากไป และความอยากรู้นั้นนำมาซึ่งการลงโทษของพ่อ"
2. เมื่อตอนต้นของ entry ผมได้แบ่งตัวละครออกเป็น 2 พวกคือพวก "เหตุผล" กับพวก "ศรัทธา"
ตอนนี้ผมขอเสนอให้แบ่งใหม่ โดยจัดให้พวกเหตุผลเป็น "ลูกที่ดื้อต่อพ่อ" และพวกศรัทธาเป็น "เด็กดีของพ่อ"
"เหตุผล" คือสัญลักษณ์ของการแสวงหาความรู้ ตัวละครกลุ่มนี้จะไม่ยอมเชื่อตัวละครฝ่ายศรัทธาว่านี่เป็นเรื่องของพระเจ้า
พวกเขาคิดหาหนทางรอดตาย โดยการ "คิด" "วางแผน" และ "ใช้ปัญญา" แต่ผลที่พวกเขาได้รับคืออะไร ? คำตอบคือ ตาย
ตัวละครช่างไฟหนุ่มถูกเขมือบไปแต่ต้นเรื่องเพราะ "ไม่เชื่อ" ว่ามีสัตว์ประหลาดซ่อนอยู่ในหมอก - ความ "ไม่เชื่อ" เป็นสัญลักษณ์ของการขาดความศรัทธา ช่างไฟหนุ่มไม่เชื่อว่ามีสัตว์ประหลาดซ่อนอยู่ในหมอกเปรียบไปแล้วก็เหมือนคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าสถิตย์อยู่บนสรวงสวรรค์ (เพราะมองไม่เห็น)
ตัวละครทนายและพวกเป็นตัวแทนของคนที่ "คิด" และ "วางแผน" พวกเขาปฎิเสธที่จะเชื่อไบเบิ้ล และปฎิเสธว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่จริง สุดท้ายตัวละครพวกนี้ตายหมด
ตัวละครกลุ่มพระเอก พวกนี้รู้ว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ แต่ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องศาสนา พวกเขาจึงคิดหาทางรอดด้วย "ปัญญา" สุดท้ายก็ตายหมดเช่นกัน (ยกเว้นพระเอก - ซึ่งเดี๋ยวผมจะกลับมาประเด็นนี้)
ตัวละครที่ "คิด" ที่ "ใช้เหตุผล" ไม่อาจรอดตายได้ ซึ่งนั่นก็เป็นสัญลักษณ์ของการเผชิญหน้ากับความกลัวโดยไม่ยอมรับกับกฎเกณฑ์ของพ่อ ตัวละครฝ่าย "ลูกที่ดี" พยายามบอกอีกฝ่ายตลอดเวลาว่า "ไม่ต้องทำอะไร" เพราะนั่นเป็นพระประสงค์ พูดง่ายๆคือ "อย่ารู้" "อย่าคิด" แต่ฝ่าย "เด็กดื้อ" ไม่เชื่อไม่รับ "กฎของพ่อ" จึงไม่ได้รับความคุ้มครองจากพ่อ และถูก "พ่อ" ลงโทษอย่างแสนสาหัส (สัญลักษณ์สำคัญคือ ตัวละครฝ่ายศาสนาใช้มีดจ้วงแทงฝ่ายเหตุผลเพราะไม่ยอมเชื่อพระ "บิดา" ตามตน)
3. ฉากจบ
ตัวละครฝ่ายพระเอก (เหตุผล) พยายามหาทางรอดโดยไม่เชื่อในพระเจ้า สุดท้ายพวกเขาตัดสินใจขับรถหนีออกไปโดยมีปืนพกไปด้วย 1 กระบอก
เคราะห์ร้ายน้ำมันหมด พวกเขาไม่อาจหนีไปได้ไกล พระเอกจึงตัดสินใจใช้ปืนที่บรรจุกระสุน 4 นัดฆ่าพวกที่หนีมาด้วยกันหมด (รวมทั้งลูกชายของตัวเอง) ส่วนพระเอกนั้นจะฆ่าตัวตาย (เนื่องจากกระสุนไม่พอ) ด้วยการให้สัตว์ประหลาดกิน
ทว่า โชคชะตาก็เล่นตลกกับพระเอก เมื่อเขาพบว่าสุดท้าย ทหารได้มาปราบสัตว์ประหลาดหมดสิ้นแล้ว ไม่มีสัตว์ร้ายอีกแล้ว แต่เขาก็ได้ฆ่าเพื่อนร่วมทางกับลูกชายไปแล้ว !
ถ้าเขา "ศรัทธา" ไม่คิด ไม่วางแผน ไม่หนีออกมา และยังคงอยู่ในห้างอย่างพวกนับถือพระ "บิดา" เขาก็คงรอดมาอย่างดีโดยไม่มีใครต้องตาย
ด้วยความสิ้นหวังสุดขีด เขาแหกปากตะโกนประโยคสุดท้ายของหนังซึ่งสำคัญมากว่า "พระเจ้าไม่รักเรา" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสิ้นหวังของ "ลูกที่พ่อไม่รัก"
ขณะที่ผู้ศรัทธา - "เด็กดีของพ่อ" - (น่าจะ)รอดตายหมด ซึ่งนั่นสะท้อนว่า "พ่อ" คือ fear (ความหวาดกลัว) ก็จริง แต่ "พ่อ" ก็ protect คุณได้ถ้าคุณรับกฎของ "พ่อ" และ "พ่อ" จะลงโทษคุณถ้าคุณไม่รับกฎนั้น
ความคลุมเครือของ "พ่อ" ในฐานะทั้งผู้คุ้มครองที่อบอุ่นและผู้ลงโทษที่น่ากลัวนั้นก็สะท้อนออกมาผ่านตัวละครพระเอกเอง
พระเอกก็เป็นพ่อคน ตลอดทั้งเรื่องเขาแสดงบทบามปกป้องลูกชายอย่างสุดชีวิต
แต่สุดท้าย เขาเองก็ฆ่าลูกด้วยมือของเขาเอง
ในด้านหนึ่ง การยิงลูกก็คือการทำร้ายลูก แต่ในอีกด้านหนึ่งการยิงนี้ก็เป็นการปกป้องไม่ให้ลูกถูกสัตว์ประหลาดกินทั้งเป็น เราจะแยกออกได้อย่างไรระหว่างความรักของพ่อกับความโหดร้ายของพ่อ เช่นเดียวกับที่เราจะรู้พระประสงค์ของพระบิดาได้อย่างไรว่า "รัก" เราหรือ "เกลียด" เรา
"พ่อ" ทั้งปกป้อง ทั้งทำร้าย ทั้งคุ้มครอง ทั้งลงโทษ
นั่นและความน่ากลัวของ "พ่อ" ที่ฝังในจิตใต้สำนึกของเราทุกคน
(note : ขอให้ดูใบปิดหนัง ซึ่งสะท้อนภาพ พ่ออุ้มลูกด้วยลักษณะ protect แต่ขณะเดียวกันก็อุ้มลูกอยู่ใกล้ๆอะไรบางอย่างที่ "คุกคาม")
4. ผมขอจบด้วยสัญลักษณ์ "เล็กๆ" อีกอันหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอะไร นั่นคือ ต้นไม้ของปู่ของพระเอก
หนังเปิดเรื่องมาด้วยบ้านพระเอกถูกถล่มด้วยลมพายุ แล้วให้บังเอิญว่าต้นไม้ของปู่ล้มมาทับบ้านส่วนหนึ่งด้วย
ในต้อนท้าย เมื่อพระเอกขับรถหนีสัตว์ประหลาด เขาจะมาแวะบ้านและพูดถึงต้นหมายของปู่อีกครัง
ต้นหมายของ "ปู่" (พ่อของพ่อ) ก็คือสิ่งที่ทั้งให้ร่มเงา (สัญลักษณ์ของการ "ปกป้อง") แต่ก็เป็นสิ่งที่อาจทำให้คุณฉิบหายได้ด้วยเช่นกัน
การที่หนังพูดถึงต้นไม้นี้ถึง 2 ครั้ง ผมจึงไม่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ
จากประเด็นทั้ง 4 ที่ว่ามา ผมขอสรุปว่า หนังเรื่อง The Mist ได้ปลุกความกลัวที่เรามีต่อพ่อ (ในระดับจิตใต้สำนึก) ขึ้นมา แล้วกระซิบเราเบาๆว่า "อย่ามาซ่าส์กับพ่อนะจ๊ะ เจ้าเด็กน้อย"
จะทำอะไรก็ทำไป แต่ต้องทำ in the name of "father" เสมอ
....................................................................
ปล1. ขอขอบคุณคุณ whitemaple ที่กรุณาแนะนำหนังเรื่องนี้ให้ผมรู้จัก เป็นหนังที่ผมดูแล้วผมชอบมากๆ
ปล2. ขอความกรุณาท่านผู้อ่าน งดแสดงความเห็นที่พาดพิงกับศาสนาคริสต์ สิ่งที่ผมต้องการนำเสนอในที่นี้ ไม่ใช่ การวิจารณ์ศาสนาคริสต์ สำหรับผมหนังเรื่องนี้แฝงประเด็นเรื่อง "พ่อ" ตามทฤษฎีของฟรอยด์ที่ผมพอรู้มาบ้าง (เพียงแต่ในโลกตะวันตก god คือ symbol ที่สำคัญที่สุดของ "พ่อ" - ไม่ใช่เรื่องแปลกหากสตีเฟน คิงจะใช้ประเด็นพระเจ้าเพื่อสื่อถึงความน่ากลัวของ "พ่อ")
ปล3. เรามี Poll คลิกที่นี่หน่อยครับ/ค่ะ! ถ้าท่านจะกรุณาสละเวลาคลิกสักนิด เราสองคนจะรู้สึกยินดีและขอบคุณยิ่ง
ปล4. (edit เมื่อได้อ่านความเห็นที่ 2 ของคุณ whitemaple) การตีความของผมไม่มีเป้าหมายที่การค้นหาเจตนาของผู้สร้างครับ (ไม่ว่าจะเป็นของสตีเฟ่น คิงหรือผู้กำกับ) ในปล.2 ที่ผมเขียนถึงสตีเฟ่น คิงนั้นจะลบไปเสียก็ได้ อันที่จริงเวลาที่ผมตีความ ผมนึกอยู่ตลอดเวลาด้วยซ้ำว่าผู้สร้าง "ไม่ได้นึก" ถึงสิ่งที่ผมได้ตีความลงไปเลย อย่างไรก็ตามผมคิดว่า "ความหมาย" ที่ผมแกะมานั้นมัน fit on กับตัวหนังอยู่เหมือนกัน - ทั้งนี้ประเด็นเรื่องการตีความให้ fit on text โดยไม่อาศัย intention ของ auteur นั้นเป็นประเด็นทางทฤษฎีการวิจารณ์ที่มีรายละเอียดยืดยาวเกินกว่าจะมาอภิปรายในที่นี้ครับ (พูดคร่าวๆ ก็คือทฤษฎี structuralism/โครงสร้างนิยม ที่มีบทความ la mort de l'auteur/ "มรณะกรรมของผู้แต่ง" ของอีตา Roland Barthes เป็นหัวหอกนั่นแหละครับ)