หนังสือ(ไม่)แนะนำ
posted on 02 May 2008 17:42 by artandying in Ying
หนังสือ (ไม่) แนะนำ
วันก่อนฉันได้อ่านหนังสือของ "ครีเอทีฟหัวตีบ"
ที่มีชื่อว่า "บ้าโฆษณา ฮาโครตสนุก"
แล้วพบว่า อ่านแล้วหัวตีบลงไปอย่าน่าใจหาย
ฮาไม่ออก วิธีเขียนขัดกับ Theme หนังสือโดยสิ้นเชิง
อดรนทนไม่ไหวจนต้องมาเขียนลงเอนทรี่ในวันนี้
ฉันซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะอารมณ์แท้ๆ "อารมณ์อยากอ่านหนังสือ" ว่าแล้วก็มองไปบนแผงหนังสือในร้านดอกหญ้าสาขารังสิตแล้วก็ยังไม่เจอสิ่งน่าสนใจ กวาดตามองไปเรื่อยๆ จนปวดตา จึงหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาด้วยความรักในวิชาชีพ (นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีต่อคำคมที่ว่า "ความรักทำให้คนตาบอด") และด้วยศรัทธาที่เห็นว่าเป็นผู้เขียนเป็นคนทำงานโฆษณา น่าจะเขียนหนังสือได้ฮาและมีแง่มุมที่น่าสนใจดี พลิกดูเนื้อหาลวกๆเห็นว่ามีตัวอย่างโฆษณาดีๆ จ๊าบๆ แหกๆ แหวกๆ แทรกอยู่ประปราย (แม้จะมีการบรรยายใต้ภาพที่ทำให้รู้สึกว่า จะเขียนทำไม? ก็ตาม) ท้ายที่สุดก่อนก้าวเท้าออกจากร้าน ก็เลย เอาวะ! เล่มนี้แหละคงจะมีอะไรมันส์ๆ มิใช่น้อย จ่ายเงิน 170.- ขาดตัว ไม่มีส่วนลด หาย "อยาก" กันไป
กลับมาบ้าน ด้วยความกระตือรือร้น ฉันหยิบหนังสือมาเปิดหน้าแรก -- คำนำสำนักพิมพ์ -- ยังไม่พบความผิดหวังใดๆเพราะไม่ได้หวังอะไรอยู่แล้ว (ฉันเป็นคนอ่านหนังสือทุกหน้าไล่ตั้งแต่หน้าบรรณานุกรม ครั้งที่พิมพ์กันทีเดียว ส่วนคำนำนั้นอ่านหลังซื้อเพราะเป็นคนไม่เชื่อถือคำนำ --นอกเรื่อง คำนำก็เหมือนคำโฆษณา ชวนเชื่อทั้งนั้นแต่ไม่ได้แปลว่า จริง
) --จบ คำนำสำนักพิมพ์ ต่อมาก็-- คำนำผู้เขียนที่ใช้หัวข้อว่า "คำ..นำไปโน่น" -- (โห..มุก)อ่านจนจบไม่ "ฮา" ซักประโยค เริ่มวิตกจริต ซื้อหนังสือมาผิดป่าววะเนี่ย คงไม่มั้ง เราอย่าไปเชื่อสิ คำนำไม่ใช่ทุกอย่าง (เหงื่อผุดเต็มหน้า วิตกสุดๆ
)
หน้าต่อมา "สาร(ะ)บัญ(เทิง)" และอีก 30 หน้าต่อมา -- ฉันคงต้องบอกว่า คนโฆษณาไม่ควรหันมาเป็นนักเขียน เพราะนอกจากมันจะไม่ฮาแล้ว มันยังเกร็งๆ ยังงงๆ ไม่กระชับ กึ่งๆสาระ ในขณะเดียวกันก็บันเทิงไม่ได้เต็มที่เหมือนกัน ไม่รู้สิ อาจจะเป็นเพราะเค้าไม่ใช่ Copy Writer รึป่าวนะ? - -
เอาน่า อย่าเพิ่งตัดสิน ลองพลิกๆไปอีกคร่าวๆดูสิว่า มีตอนไหนน่าจะฮาขี้แตกขี้แตนได้บ้าง
พี่เค้าอาจจะเหมาะกับการทำงานจบในหน้าเดียว Print Ad Creative ซักชิ้น แต่ไม่ใช่เขียนหนังสือ 233 หน้า โดยที่ตลอดเวลาแทรกความฮาด้วยการเติม หุหุ ท้ายข้อความที่คิด (ไปเอง) ว่าฮาอย่างนี้ละมั้ง
เฮ้อ.....รู้แล้วว่าคำว่า "หมดอารมณ์" เป็นยังไง
ท้ายหนังสือมีการแนะนำตัวว่าเป็นใครมาจากไหนเขียนหนังสือโด่งดังเรื่องอะไรไว้บ้างรวม 16 เล่ม (อยากจะหามาอ่านจริงๆ อยากรู้ว่าเขียนออกมาแบบไหนกัน แต่พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินกว่าเหตุ ไม่เอาดีกว่า อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยง 16 เล่มนี่ถ้าเฉลี่ย 1 เล่มซัก 170 บาท 16 เล่มก็.......2720.- เชียวนะ พับโปรเจ็คได้!)
หนังสือแนะนำ
ด้วยความผิดหวังเสียใจ (อย่างที่กล่าวในหัวข้อแรก) เป็นเหตุให้ผวากับการซื้อหนังสือไปประมาณนึงทีเดียว หนังสือชื่อ "อิฐ" ของ "นิ้วกลม" ตกเป็นจำเลยของสังคม(ของฉัน)ไปอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ยักแย่ยักยันจะซื้อไม่ซื้ออยู่นาน เคยพลิกๆอ่านแล้วก็น่าสนใจ ครั้นจะซื้อก็ปอดลอย กลัวซ้ำรอยเดิม เดี๋ยวโหมดผิดหวังกับการอ่านหนังสือจะกู้กลับไม่ได้ ทำให้ไม่ซื้อหนังสือเล่มนี้ซักที
เย็นวันหนึ่งที่รักจ๋าคงอดรนทนไม่ไหว ซื้อมาให้ซะเลย (คงเห็นลูบๆคลำๆอยู่นาน แต่ไม่ซื้อโดยไม่ทราบสาเหตุ) ราคาเบ็ดเสร็จรวม VAT เรียบร้อย 190.- อา...ดีใจจัง ได้อ่านหนังสือแบบไม่ต้องตั้งความหวังใดๆ (นอกเรื่อง--ฉันรู้สึกว่า ถ้าเราซื้อหนังสือด้วยเงินของตนเอง เราจะมีความคาดหวังในหนังสือเล่มที่เราเลือกซื้ออยู่ประมาณหนึ่งทีเดียว)
อ่านไปเหมือนเดิม ด้วยวิธีเดิมคือ เริ่มต้นด้วยคำนำ - - หนังสือเพี้ยนๆที่มีคนเขียนคำนำถึง 3 คน- - คำนำเล่มนี้ดีไหม? - - ก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ที่น่าสนใจคือ - - คำนำของบางคนฮากว่าเนื้อหาเล่มข้างบนอีก - - น่าสนใจไม๊ล่ะ?
ปอกเปลือกหนังสือ "อิฐ" กัน เพื่อไม่ให้เป็นการลำเอียง จึงตัดสินใจอ่าน 30 หน้าแรกเหมือนเล่มข้างต้นเพื่อพิสูจน์ความ "น่าอ่าน" ปรากฏว่า --วางไม่ลง -- (นี่ไม่ได้เป็นตัวแทนโฆษณาแต่อย่างใด เพิ่งรู้จักนักเขียนคนนี้เหมือนกัน น่าจะช้ากว่าชาวบ้านชาวช่องซัก 3-4 ปี
)
หนังสือเล่มนี้ไม่ฮาและผู้เขียนก็ไม่ได้สัญญิงสัญญาอะไรที่เป็นการบอกว่าฮา แต่อ่านสนุก เพลิดเพลิน เกิดจินตนาการ สร้างสรรค์ และสามารถหัวเราะ หึหึ ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้ใครมาใส่วงเล็บ
เอ้า พิสูจน์ต่อ ด้วยการพลิกไปอ่านคร่าวๆกิริยาเดียวกับข้างต้น
ก็ยังพบว่า เออ น่าอ่านดี มีแง่มุม เอ๊ะ! หรือเราจะเข้าข้าง "นิ้วกลม" มากไป
ว่าแต่ ตา "นิ้วกลม" นี่เป็นใครกัน? พลิกไปอ่านด้านหลัง นิ้วกลมยังละอ่อนนักมีหนังสือเป็นของตัวเองแบบเป็นเรื่องเป็นราวแค่ 5 เล่ม (นอกเรื่อง--"โตเกียว..ไม่มีขา" น่าสนใจดี คาดว่าอาจจะไปหาซื้อมาอ่านในเร็ววันนี้ตามสะดวก)
และ
แท่น แท่น แท๊น......สิ่งที่ไม่เชื่อย่าลบหลู่เกิดขึ้นแล้ว ย่อหน้าหนึ่งของการแนะนำตัวบอกว่า นิ้วกลมทำงานโฆษณา!!! และเค้าเป็น......COPY WRITER เออสิวะ! มันต้องอย่างนี้! เขียนให้ได้อย่างนี้ ถึงจะ WORK!!
(ติดตาม "นิ้วกลม" ได้คร่าวๆที่ http://roundfinger.wordpress.com ไม่ได้เป็นแฟนคลับหรอก เซิร์ซเจอ 55)
อันที่จริงเพราะหนังสือของ "นิ้วกลม" นี่แหละเป็นแงผลักดันให้เขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมา หนังสือ 2 เล่มที่อ่านในเวลาใกล้ๆกัน ให้อารมณ์ต่างกันมากเกินไป อ่านในฐานะคนผลิตงานสร้างสรรค์ก็อดไม่ได้ที่จะสร้างสรรค์เอนทรี่นี้ขึ้นมาบ้าง แม้ว่าจะเป็นเอนทรี่ที่ดูไม่สร้างสรรค์นักก็ตาม--
สุดท้ายต้องขออภัยที่เคยลั่นวาจาว่า
คนโฆษณาไม่ควรหันมาเป็นนักเขียน
ขอแก้เป็น
คนโฆษณา (บางคนยัง) ไม่ควรหันมาเป็นนักเขียน
ไว้ ณ ที่นี้
ตัวอย่างบางตอนจากหนังสือ (ไม่) แนะนำ
"บ้าโฆษณา ฮาโครตสนุก"
"มีคำเตือนสำหรับครีเอทีฟมือใหม่ทั้งหลาย เช้าวันไหนที่เดินเข้ามาในช่วงโหมงานหนัก โปรดจงเอา Teen เขียพื้นก่อนที่จะก้าวเดิน มิเช่นนั้นจะเผลอเหยียบซากครีเอทีฟแก่ๆที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นหรือซุกอยู่ใต้โต๊ะ"
(จากตอน บริษัทบ้าฮาโครต หน้า 36)
"โลกของผมมีสองใบ! (ชวนให้คิดหมกมุ่นตั้งแต่เริ่มต้นเลย 555) พูดตรงเป้าเลย (เอ้า..ยังไม่เลิกอีก หุหุ) ใบแรกเป็นโลกใบใหญ่ที่ครีเอทีฟทุกคนต้องเปิดใจรับรู้สิ่งรอบตัวและโลกใบเล็กกลมเท่าหัวตัวเอง..ก็หัวตัวเองน่ะสิ (ถึงแม้โลกใบนี้ของผมจะโตกว่าชาวบ้าน แต่ไม่รู้ว่าเพราะมีรอยหยักเยอะหรือขี้เลื่อยมากกว่า)"
"คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงถ้าจะกล่าวว่า ครีเอทีฟคืออีตัว ที่มีเออีเป็นแม่เล้า สองอาชีพแตกต่างที่บทบาทมาซ้อนทับกันอย่างไม่คาดคิด คุณจะรู้สึกยังไงล่ะ ถ้าทุกครั้งที่ทำงานหาเงิน ดันมีคนมาคอยสั่งคอยเร่งให้งานเสร็จไวๆในเวลาที่กำหนด ต่อให้ไม่มีอารมณ์ก็ต้องทนทำ อย่าลีลามาก จะได้รับลูกค้าได้เยอะๆ ไม่มีสิทธิ์เลือกหรือโวยอะไร มันเหมือนอาชีพอีตัวชัดๆเลย!"
(จากตอน โลกตีบๆเกินคำว่า "บ้า" ของครีเอทีฟ หน้า 51 และ 54)
มี "555" ป่ะคะ?? (หรือฉันเส้นลึกไปเอง)
ตัวอย่างบางตอนจากหนังสือแนะนำ
"อิฐ"
"- - - ผู้ใหญ่ที่มีความเชื่อว่า "เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด" ก็สอนให้เด็กๆเดินตามๆกันไป...ตามตัวเอง แต่ผมว่าชีวิตอันสั้นกุดจุ๊ดจู๋นี้ บางทีเราน่าจะเดินออกนอกเส้นทางไปวัดดวงกับหมาดูบ้างออกเดินไปในทางที่ยังไม่มีใครเดิน หรือเลือกเดินในทางที่ผู้คนไม่นิยมเหยียบย่างข้ามไป
มันจะเป็นไรกันนักหนา อย่างมากก็แค่ถูกหมากัด!
ส่วนตัวแล้ว ผมจึงกลัวการถูกหมากัด น้อยกว่าการที่ไม่ได้เดินตามความเชื่อของตัวเอง และผมก็ยังแอบคิดอีกด้วยว่าการได้อวดแผลที่หมาตัวนั้นงับจมเขี้ยวให้คนอื่นดู บางที มันก็ดูเท่ดี มิใช่หรือ?
ถึงแม้ว่าโตขึ้น เราจะเลิกเล่นเลโก้กันไปแล้วแต่ผมก็เชื่อว่าเรายังมีอิฐก้อนนั้นอยู่ในมือทุกคนเป็นอิฐที่สามารถเอาไปสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้ร้อยพัน แต่เรื่องน่าเศร้าของมนุษย์มีอย่ว่า...ยิ่งโต เรายิ่งสูญเสียความกล้าในการลงมือทำ แถมต่อมความคิดสร้างสรรค์ถูกกดทับจนด้านชาไป
อ่านกันจนมาถึงบรรทัดนี้
ลองก้มมองอิฐในมือหน่อยเป็นไร หากว่าคุณยังไม่ได้วางมันไว้ ยังไม่ได้ขว้างมันทิ้งไป
ผมใคร่ขออนุญาติเสนอว่า
ให้ถือกุมมันไว้ให้แน่น
แล้วออกเดินไปตามเส้นทางที่คุณอยากไป
ลองก่อร่างสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา
และถ้าเกิดว่าต้องเผชิญหน้ากับหมา
ก็เอาอิฐก้อนนั้นและ ปาหัวมัน!"
(คำนำจากผู้เขียน-นิ้วกลม-)
มี "หึหึ" ป่ะคะ?? (หรือฉันเส้นตื้นไปเอง)
------------------จบข่าว--------------------
พิจารณาแล้วก็เลือกอ่านกันไป
เพราะนี่แค่เขียนไว้เตือนความจำของตัวเอง
**Remark2: เอนทรี่นี้เป็นความเห็นส่วนตัว คิดอยู่นานว่าจะเขียนดีไม๊ เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการโดนแฟนหนังสือหรือคนในวงการหมั่นไส้พอดู แต่เมื่อพิจารณา(ตัวเอง)แล้วก็เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นไร เพราะถ้าเราวิจารณ์หนังได้ ทำไมจะวิจารณ์หนัง...สือบ้างไม่ได้ จริงไม๊ล่ะ!
**Remark3: จะเขียน Remark ทั้งใหญ่และหนาทำไมเนี่ย?








