ร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานมหกรรมโลก

ประจำอาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) 

ในงาน The World Exposition Shanghai China 2010

ภาคภูมิใจกับการเป็นตัวแทนชาวไทยปฏิบัติหน้าที่ประจำอาคารศาลาไทยตลอดระยะเวลาจัดงาน

คุณสมบัติเบื้องต้น


นักศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป

เพศชาย และหญิง อายุไม่เกิน 35 ปี

มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี หากสามารถสื่อสารภาษาจีน (แมนดาริน) ได้ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

มีความเป็นผู้นำ รู้จักแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี หากมีประสบการณ์ ในการร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตร กับทางมหาวิทยาลัย หรือองค์กรต่างๆ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

 

หมายเหตุ

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องสามารถเดินทางไปปฎิบัติหน้าที่ ณ อาคารศาลาไทย ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นระยะเวลาตั้งแต่ เมษายน – ตุลาคม 2553

ผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้รับ ค่าตอบแทนในการทำงาน รวมถึง ที่พัก อาหาร 
และอื่นๆ ระหว่างการปฏิบัติงาน ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

กำหนดการรับสมัคร :
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2552 ...(-_- อีก 15 วันเอง)

คลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดใบสมัคร

ส่งประวัติพร้อมรูปถ่ายโดยละเอียดได้ที่ 
info@thailandexpo2010.com

ส่งใบสมัครได้ที่
545 ซ.ปรีดีพยมยงค์ 42 ถ.สุขุมวิท 71 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กทม. 10110

สอบถามรายละเอียดได้ที่
ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

โทร.02 725 9333 ต่อ 106 หรือ 386 

อ่านเพิ่มเติมที่นี่เลย    http://www.thailandexpo2010.com/th/recruitment/index.php


Tell Us Your WordPress Story and Win More Than $3000 Worth of Prizes

How did you get to know WordPress? Why did you choose WordPress? How did you fall in love with WordPress? What is your WordPress story?

We would love to know. And we have bundled in more than $3000 worth of cash and prizes for you. Are you ready?

My WordPress Story Contest

How to participate?

You have to be a WordPress user.

1.    Write a blog post about your WordPress story (and mention about this contest). Your story can include:

  • Why WordPress?
  • How you get to know WordPress?
  • Your experience using WordPress.
  • Any of your story related to WordPress.

2.    Submit your URL in the comment form here. (trackback works too)
3.    That’s all.

Rules

1.    We accept blog post written in English only.
2.    Word count doesn’t matter.
3.    Submit before 28th June 2009.

Total prizes worth $3000+

1st Prize Winner: $300 Cash (via PayPal) + WP Review Site Developer License from wpreviewsite.com worth $299 + Advanced WordPress Membership Plugin Site License from wp-member.com worth $32.99 + 6 Months Plus Membership from tutsplus.com worth $54 +  1 Year Themes Membership from elegantthemes.com worth $19.95 + WP Buddy Plan 1 Year Hosting Sponsorship worth $160/year.

2nd Prize Winner: $200 Cash (via PayPal) + WP Review Site Single Site License from wpreviewsite.com worth $97 + Advanced WordPress Membership Plugin Site License from wp-member.com worth $32.99 + 6 Months Plus Membership from tutsplus.com worth $54 + 1 Year Themes Membership from elegantthemes.com worth $19.95 + WP Freedom Plan 1 Year Hosting Sponsorship worth $80/year.

3rd Prize Winner: $100 Cash (via PayPal) + WP Review Site Single Site License from wpreviewsite.com worth $97 + Advanced WordPress Membership Plugin Site License from wp-member.com worth $32.99 + 6 Months Plus Membership from tutsplus.com worth $54 + 1 Year Themes Membership from elegantthemes.com worth $19.95 + WP Freedom Plan 1 Year Hosting Sponsorship worth $80/year.

Picking the winners

We will shortlist 30 entries where the public will vote for the 3 winners as Public Favorites. In addition, We will choose another 3 winners as Judge Favorites. This means there will be 6 winners in total.

Questions?

For any questions, feel free to post it in the comment form or email us at support@wpwebhost.com.

Featured Sponsors

tutsplus.com

 

ที่มา:http://wpwebhost.com/tell-us-your-wordpress-story-and-win-more-than-3000-worth-of-prizes/ 

ตอนนี้ที่ออฟฟิศเต็มไปด้วยนักศึกษาฝึกงาน

หน้าใสบ้าง หน้าไส(หัวไป)บ้าง นับได้ 12 ชีวิต 

 ทีนี้จำนวนเด็กฝึกงานมีมากกว่าจำนวนพนักงาน

จำนวนงาน และจำนวนคอมพิวเตอร์ 

สมการจึงออกมาเป็น 





ปล.ความหมาย

ไอคอนคอมพ์ฟ้าคือ สอนคอมพ์

ไอคอนหัวใจ คือ สอนขั้นตอนการทำงาน

ไอคอนลูกโลก คือ สอนวิธีคิดงาน

ไอคอนคอมพ์เหลือ คือ สอน คอมพ์และวิธีการทำงาน 

ส่วนไอคอนฝูงนศ.สีเขียวๆ นั่นเป็นสัญลักษณ์ว่า เวียนๆกัน ไม่ระบุจำนวนแน่ชัด 

 


แล้วยังไง?  

 

 

 

เช้าวันนี้...

ขณะที่เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายยังไม่เข้าออฟฟิศ เด็กฝึกงานประมาณ 8 ชีวิตจับกลุ่มกันดู UBC อยู่ 


หัวหน้าฝ่ายก็ดุเด็กว่า 

"จับกลุ่มกันทำไม ดูทีวีทำไม ทำไมไม่ไปหาอะไรทำ!" 


หลังจากนั้นกลุ่มเด็กฝึกงานก็แตกฮือ กระจายไปมุมต่างๆ ของออฟฟิศ 


พอพี่ครีเอทีฟเดินเข้ามา 

หัวหน้าก็พูดว่า "เนี่ยเด็กจับกลุ่มกันดูทีวี เพิ่งไล่ไม่ให้ดูเนี่ย แย่จริงๆ" 


พอผู้อาวุโสเดินเข้ามา

หัวหน้าก็พูดแบบเดิมอีก 

(ไม่รู้จะเรียกว่าฟ้องหรือโชว์ว่าฉันทำดีก็ไม่รู้) 


ส่วนฉันผู้อยู่ในเหตุการณ์ก็นั่งนึกว่า 

แล้วไอ้ "หาอะไรทำ" มันคืออะไรล่ะ? >>ช่างไม่รักพวกพ้องเอาซะเลย


ในฐานะที่พอจะเหลือเค้าความเข้าใจวัยรุ่นวัยเรียนกะเค้าอยู่บ้าง ก็นึกเห็นใจน้องๆ ขึ้นมาในบัดดล ...


การที่เราโดนดุด่า เราย่อมเกิดคำถามว่า โดนเพราะอะไร? อยู่แล้ว 


ทีนี้คำถามในใจเด็กมันก็คงออกมาในรูปที่ว่า ... กูผิดอะไรวะ? ก็มันไม่มีอะไรให้ทำ? พี่ๆก็ยังไม่มา? มาก็ไม่เห็นมีใครสนใจกูเลย? คอมพ์แม่งก็มีให้ใช้แค่ 2 เครื่องคนแม่งมีเป็นสิบ แล้วอย่างอื่นนี่จะให้กูทำไรวะ? ขัดส้วมเหรอไง? กูไม่ดูก็ได้ เดี๋ยวกูจะนั่งเฉยๆ นี่แหละ ดูซิ แม่งจะด่าอีกไม๊? แล้วถ้าพี่ๆ เข้ามากูจะไปดูเค้าทำงานได้เหรอ? เดี๋ยวแม่งก็ด่าก็รำคาญเอาอีก? แล้วดูไอ้พี่นี่แม่งฟ้องทุกคนจะเอาไงกะกู? มีปัญหาไรนักหนา? ฯลฯ (หยาบคายเล็กน้อยตามวัย)


ถูก เพราะเมื่อพิจารณาตามเหตุปัจจัยแล้ว คำที่นึกค่อนขอดในใจนั้นนับว่า ถูกต้อง 


ฉันเห็นด้วยกับการที่เด็กจะรู้สึกว่า กูผิดตรงไหนวะ! >>ดูให้ท้ายไปป่าวเนี่ย? 


 

 

 

เพราะอะไรน่ะเหรอ?


เพราะบริษัทควรจะรู้ว่าตัวเองมีศักยภาพมากแค่ไหน อุปกรณ์พร้อมแค่ไหน 

 การที่เราจะรับเด็กฝึกงานเข้ามา "ฝึกงาน" เด็กเหล่านั้นก็สมควรที่จะได้ "ฝึกงาน" จริงๆ ได้ทำ ได้ลอง ได้ความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรทำให้มันถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการรับ "นักศึกษา (มา)ฝึกงาน" "ฝึกทำงาน" ก็ต้อง "ได้ทำงาน" ไม่ใช่รับตะบี้ตะบันรับมาแล้วไม่มีอะไรจะให้เด็กฝึกให้เด็กทำ อันนี้ข้อที่ 1 


สำหรับข้อที่ 2 คือ การที่คุณดุเด็กให้ไปหา "อะไร" ทำ คุณก็ต้องบอกด้วยว่า "อะไร" 

เด็กฝึหงานก็คือเด็กฝึกงาน ถ้าไม่บอกก็ย่อมไม่กล้าทำไม่กล้าแตะอะไร (ไม่นับพวกสู่รู้ กล้าไปหมดนะ) ใครจะไปรู้ว่าอนุญาตให้ทำหรือไม่อนุญาตให้ทำอะไรบ้าง พี่ที่เห็นก็ช่วยบอกให้เคลียร์ๆ ไม่อยากให้นั่งดูทีวีก็สอนซะว่าให้ทำอะไร เช่น อย่าดูทีวี ไปอ่านหนังสือสอนใช้โปรแกรมสิ ไปเปิด PhotoLibrary ดูมุมภาพสิ ไปหาข้อมูลเรื่องนั้นเรื่องนี้สิ ไปนั่งดูพี่ๆทำงานสิ (ซึ่งพอเป็นสถานการณ์จริง อี "พี่ๆ" ที่ว่านั่นจะรำคาญมากที่มีน้องๆหรือ anybody มานั่งดูตอนทำงาน) ใครที่ใช้คอมพ์อยู่บ่อยๆก็ให้คนอื่นใช้มั่งสิ หรือไม่งั้นก็คิดโจทย์อะไรให้น้องทำไปเล่นๆแล้วเอามาพรีเซนต์ วิเคราะห์กัน อะไรทำนองนั้น มันจึงจะได้ประโยชน์  


ฟังแล้วก็รำคาญใจ บอกไปก็ไม่มีใครแก้ไขได้ ไม้แก่กันทั้งนั้น! 


คำถามง่ายๆ

ฉันถามว่า "พี่รับเด็กมาฝึกครีเอทีฟทำไมเยอะแยะ ที่นั่งก็ไม่พอ คอมพ์ก็ไม่มี"


หัวหน้าฝ่ายตอบว่า

"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนรับหลายคนรับแล้วไม่บอก รู้อีกทีก็ 12 คนละ"


 กรรม! 

 

  

 

ข้างต้นเป็นเรื่องขององค์กร

ทีนี้มาต่อที่เด็กฝึกงาน

 

เอาล่ะ เมื่อเค้า(หัวหน้า/พี่ๆ)ไม่บอกว่า จะให้คุณทำอะไร คุณในฐานะผู้มาหาประสบการณืและความรู้เพิ่มเติมก็ต้องยึดหลักนี้ไว้แล้วก็หาอะไรที่สมควรทำ และทำซะ!

 

การพิจารณาว่าสิ่งใดสมควรหรือไม่นั้นน่าจะเป็นเรื่องของระบบความคิด ถ้าคิดไม่ได้ ชีวิตนี้ก็อย่าได้มาทำอะไรร่วมกับคนอื่นเลย ไปหาพ่อแม่แล้วขอเงินเปิดบริษัทเองซะ อย่าได้มาเบียดเบียนสร้างความน่าโมโหซึ่งกันและกันเลย

 

การเป็นนักศึกษาฝึกงานก็ต้องตระหนักว่า ตนเองนั้นเป็นผู้น้อยด้อยประสบการณ์  มาขอเค้าฝึกงาน ดังนั้น ก็ควรทำตนเยี่ยงนักศึกษาฝึกงาน มิใช่เทียบเท่า

 

 

 

มีความ "ควร" อยู่ไม่กี่อย่างที่คุณน้องๆต้องรู้

 

1."ควร" ตรงต่อเวลา ถ้าออฟฟิศเปิด 9 โมง คุณน้องก็ควรจะมาถึง +- ไม่เกินครึ่งชม. ไม่ใช่อยากตื่นเมื่อไหร่ตื่น อยากมาเมื่อไหร่มา บางวันเอ้อระเหยลอยชายเข้าออฟฟิศเที่ยง แบบนี้ก็เกินไป

2."ควร" รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย จริงอยู่ที่ไม่มีใครมอบหมายงานสำคัญยิ่งชีพเป็นความเป็นความตายบริษัทให้คุณดูแลหรอก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานเล็กๆน้อยๆ แต่งานไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ย่อมพิสูจน์ความรับผิดชอบของคุณได้อยู่แล้ว  ถ้างานเล็กๆยังรับผิดชอบไม่ได้ งานใหญ่ก็คงมีทำหรอกนะคะน้อง บางคนรับปากรับงานไป ส่งเมื่อนั่นเมื่อนี่ ถึงเวลามาส่งไม่ได้สาระอะไรเลย เสร็จบ้างไม่เสร็จบ้างอีกต่างหาก อันนี้คุณพี่ก็ท้อแท้เหมือนกันค่ะ

3."ควร" มีสัมมาคารวะ เรื่องนี้เบสิกมาก คือ การเคารพผู้ใหญ่/รุ่นพี่ บางคนนี่เค้าอายุรุ่นพ่อพวกคุณเลยนะ คุณจะมาเล่นเอาฮาไม่ได้ ชื่นชมเสมือนเด็กแนวไม่ได้ "พี่อ๊อดแม่งเก๋าวะ งานพี่โครตเห้าเลย ฯลฯ" เอ่อ...ครับน้องครับ ขอบคุณที่ชมครับ

4."ควร" มีมารยาทน่ะ ขอนิดนึง บางทีการกล้าแสดงออกกับการกระแดะ หรือ ความมีมนุษย์สัมพันธ์สนิทกับคนง่ายกับความลามปามเป็นขี้กลากนี่มันก็ มีแค่เส้นบางๆกั้นอ่ะนะ เด็กบางคนสนิทกับพี่ไว โชว์เหนือเพื่อนว่า กูพูดคุยเล่นกับพี่ๆได้ แต่บางทีลามปามขนาดตะโกนเรียก หรือแซวแรงๆ "พี่ปากหมาว่ะ" (มีจริงๆ) นี่ก็นะ เกินไปนิดนึง พี่เค้าไม่ถือหรอกแต่น้องถือมั่งก็ดี น้องผู้หญิงบางคนแหกปากโวยวายกรี๊ดกร๊าดในออฟฟิศ แสดงความคิกขุบ้องแบ๊ว เวลาพี่อยู่ในโหมดอารมณ์ดีมันก็พอรับได้อ่ะนะ แต่ถ้าเค้าทำงานกันอยู่ เครียดอยู่ เจอแบบนี้ก็ อึ่ม.......

5."ควร" พิจารณาความจำเป็นเมื่อมีการลา บางทีน้องเล่นแพลนจะไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ แพลนจะกลับบ้านต่างจังหวัด แล้วมาลาๆๆๆ ออฟฟิศนะคะ ไม่ใช่ห้าง นึกจะมาก็มาได้ บางคนหายต๋อม ไม่ลงไม่ลามันซะงั้น นี่ยังไม่นับไอ้ประเภทลาไปมหาลัยอีกนะ นานๆลาทีไม่ว่า บางคนไปมหาลัยแม่งทั้งอาทิตย์ไม่รู้นักเรียนหรือมหาลัยที่บ้า ฝึกงานก็เหมือนทำงาน ใครจะมาลาไปมหาลัยอะไรบ่อยๆทำไมไม่ทราบ ถ้ายังไม่พร้อมก้ไปเรียนไปทำธุระอะไรต่างๆนานาให่้เสร็จแล้วค่อยมาฝึกงานทีเดียวเลยละกัน

 

ขอแค่นั้นล่ะ 5 ข้อ ทำได้ป่ะคะน้องๆ?

 

   

 

ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างปรับคุณภาพ สร้างมาตรฐานต่างๆ ให้ดีขึ้น

ทั้งนักศึกษาฝึกงานและตัวองค์กรเอง

คงจะได้รับประโยชน์จากการ "ฝึกงาน" อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

 

- - จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วถึงกัน - - 

The Mist : ในนามของพระ "บิดา"

posted on 03 Mar 2008 23:35 by artandying  in Art, Movie, Psycho

คำเตือน : entry ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์เพราะมีการเปิดเผยส่วนสำคัญของหนัง

 

The Mist

 

FEAR CHANGES EVERYTHING

 

"ความกลัวเปลี่ยนได้ทุกอย่าง" ประโยคซึ่งปรากฎอยู่บนใบปิดหนังเรื่อง The Mist ถือได้ว่าเป็นประโยคที่สรุปแก่นเรื่องของหนังได้ดีที่สุด  ทั้งนี้ The Mist ได้พาเราไปพบกับด้านมืดของมนุษย์  เมื่อมนุษย์ถูกครอบงำด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด สัญชาตญาณดิบเถื่อนก็มิอาจจะถูกกักเก็บไว้ภายในเขื่อนแห่งการเก็บกดได้อีกต่อไป

 

หนังสมมติสถานการณ์ให้ตัวละครกลุ่มหนึ่งต้องมาหลบภัยร่วมกันภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง  ภัยคุกคามที่ว่าคือหมอกมรณะที่แฝงไปด้วยเหล่าสัตว์ประหลาดที่รอเขมือบเหยื่อของมัน

 

ตัวละครเหล่านี้ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวทั้งจากภายนอก คือสัตว์ประหลาด  และทั้งจากภายในคือความหวาดกลัวของมนุษย์ด้วยกันเองที่พร้อมจะทำร้ายซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด

 

หนังซ้อนประเด็นทางศาสนาอย่างล้ำลึก  เพราะเราสามารถแบ่งตัวละครได้ออกเป็น 2 กลุ่ม  กลุ่มแรกคือพวกที่เผชิญความหวาดกลัวของตนด้วยหลักแห่ง "เหตุผล"  ใช้วิธีคิดวางแผน และสติปัญญาในการเอาตัวรอดจากภัยคุกคาม  ขณะที่ตัวละครอีกกลุ่มหนึ่งเป็นพวกยึดมั่นใน "ศรัทธา"  ในพระผู้เป็นเจ้า  เชื่อว่าสัตว์ประหลาดร้ายนั้นแท้จริงแล้วเป็นพระประสค์ของพระองค์ เป็นสัญญาณแห่งวันพิพากษา

 

ฝ่ายตัวละครผู้ยึดมั่นในศาสนานั้น นำโดยตัวละครหญิงตัวหนึ่ง ซึ่งแต่เริ่มเรื่องก็ไม่มีคนเชื่อถือเธอนัก  แต่เมื่อเรื่องดำเนินต่อไป เธอจะเริ่มมี "สาวก" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จนสุดท้าย ศรัทธา  ความหวาดกลัวและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดได้แปรเปลี่ยนมาเป็นความโหดร้ายก้าวร้าว  เมื่อตัวละครฝ่าย "ศรัทธา" คิด "บูชายัญ" ตัวละครบางคน (โดยจับไปให้สัตว์ประหลาดกิน) เพื่อที่ว่าพระเจ้าจะพอพระทัย

 

นั่นคือโครงเรื่องคร่าวๆของ The Mist

 

คำถามสำคัญที่เราควรตั้งคือ  ถ้า "ความกลัวเปลี่ยนได้ทุกอย่าง"  ลึกๆแล้ว ตัวละคร "กลัว" อะไร ?  และถ้างานของสตีเฟน คิง (ผู้เขียน The Mist) มักตีแผ่จิตใต้สำนึกของมนุษย์   ในจิตใต้สำนึกนั้น มนุษย์กลัวอะไร ?

 

.................................................................................

 

ต่อคำถามข้างต้นนั้น ผมขอเสนอคำตอบว่า หนังเรื่อง The Mist สื่อถึงความกลัวต่อ "พ่อ" ที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคน

 

 

เพื่อ justify คำตอบเชิงสมมติฐานของผม  ผมขอเล่าทฤษฎีจิตวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อดังนี้

 

1. ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์  จิตใจคนเรามี 3 ส่วนคือ id ego และ superego  ego คือ "ฉัน" เป็นส่วนที่เรารับรู้เกี่ยวกับตัวเรา (ฉันคือใคร  ฉันคิดอะไร ฉันต่องการอะไร)  ego หรือ "ฉัน" นี้ จะอยู่ตรงกลางระหว่าง id กับ superego  id คือสัญชาตญาณเถื่อนดิบที่ผลักดัน ego ให้ทำตามใจมัน  ขณะที่ superego คือส่วนศีลธรรมข้อห้ามที่คอยเบรค ego ไว้

 

ในชีวิตของคนเรา id ego superego จะทำงานร่วมกันเสมอ แม้ว่าจะขัดแย้งกันอย่างสำคัญ  ยกตัวอย่าง ego "ฉัน"  ไปเจอเพศตรงข้าม   id (ในจิตใต้สำนึก) ก็จะออกคำสั่งแก่ "ฉัน" ว่า "ไปปล้ำเลย"  แต่ supergo ก็จะมาเบรคไว้ว่า "เฮ้ย มันผิดศีลธรรม  ปล้ำไม่ได้ เอ็งต้องไปจีบเขาดีๆ"   นั่นคือเพื่อสนองความปรารถนาบางอย่างภาคจิต 3 ส่วนมันจะประชุมหารือกันเพื่อ deal กับ reality ให้ได้เหมาะที่สุด

 

2. เด็กแรกเกิดจะมีแต่ id และ ego  เท่านั้น superego จะมาทีหลังสุด  ฉะนั้นเด็กแรกเกิดจึงมีพฤติกรรมที่สนองความต้องการของตนเท่านั้นโดยไม่รับรู้กฎระเบียบอะไรทั้งนั้น

 

3. ทีนี้ ในบรรดาความปรารถนาทั้งหมดของเด็ก   จะมีความปรารถนาหนึ่งคือความ "อยากรู้" ที่จะเกิดขึ้นในใจเด็ก  แต่เป็นความ "อยากรู้" ที่สัมพันธ์กับเรื่องเพศ   พูดง่ายๆคือเมื่อถึงวัยหนึ่งเด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องเพศ

 

เจ้าหนูจำไมจะสงสัยว่า เด็กมาจากไหน (ฉันมาจากไหน น้องมาจากไหน)  เวลาพ่อแม่หายไป พ่อแม่ทำอะไรกัน คนอื่นๆมี "ไอ้นั่น" เหมือนฉันไหมหนอ   และ "ไอ้นั่น" มันมีไว้ทำไม   ทำไมเวลาฉัน "เล่น" "ไอ้นั่น" มันถึงเพลินดีจัง ฯลฯ

 

4. ทว่า เมื่อเด็กแสวงหา "คำตอบ" เพื่อสนองสัญชาตญาณความ "อยากรู้อยากเห็น" (เรื่องเพศ) ของตน  "พ่อ" จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อสกัดกั้นความอยากรู้ (อันแก่แดด - ในสายตาพ่อ) นั้น

 

เช่น เมื่อเด็กเล่น "ไอ้นั่น" พ่ออาจจะดุว่า "อย่าไปเล่น !" กระทั่งขู่ว่าจะตัดมือทิ้ง   หรือเมื่อเด็กถามว่า "ลูกมาจากไหน" พ่ออาจตอบว่า "เมื่อโตลูกจะรู้เอง"   หรือเมื่อเด็กบังเอิญไปเห็นพ่อกับแม่ make love กันเด็กอาจถูกพ่อดุตวาดเปิดเปิง

 

ไม่ว่ารูปแบบการสกัดกั้นความรู้ของ "พ่อ" จะนุ่มนวลหรือแข้งกร้าวเพียงใด (ตั้งแต่พูดดีๆไปจนถึงดุด่าว่ากล่าว) เด็กจะเริ่มเรียนรู้ "ความรู้สึกผิด" (gulity) เป็นครั้งแรกของชีวิต   สิ่งที่ถูก/สิ่งที่ผิด จะแยกออกจากกันชัดเจนในใจของเด็ก 

 

"พ่อ" คือตัวแทนของกฎระเบียบแห่งแรกของมนุษย์ที่จะมาบอกเราว่า สิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ผิด

 

"พ่อ" คือตัวแทนแรกในโลกของเด็กที่บอกว่า ความปรารถนาของเธออาจถูกลงโทษถ้ามัน "ผิด" "ไม่เคารพกฎเกณฑ์"

 

และด้วยความกลัวพ่อนี่แหละ ที่เด็กจะเรียนรู้ที่จะเก็บกดความอยากที่ "ผิดๆ" ของตนไว้ และเริ่มสร้าง superego ในใจเป็นตัวกำกับการกระทำของตนว่าอย่าทำสิ่งโน้นอย่าทำสิ่งนี้

 

5. "พ่อ" ในฐานะกฎระเบียบและตัวห้ามปรามจึงนำมาซึ่งความหวาดกลัวในใจของเด็ก (เสียงที่ว่า "มึงอย่าทำอย่างนี้นะมึง ! จะดังกึกก้องในจิตใต้สำนึกของเด็กนับแต่นั้น)  แต่ขณะเดียวกัน  "พ่อ" หรือ superego ก็มีฐานะผู้ปกป้องหรือผู้รับประกันความปลอดภัยด้วย  นั่นคือเด็กเรียนรู้ว่าถ้าทำตามกฎ(ของ "พ่อ" หรือ superego) เด็กก็จะอยู่ในสังคมอย่างปลอดภัย เสมือนได้รับความคุ้มครองจาก "พ่อ"

 

6. ต่อมา superego - ซึ่ง origin คือ "พ่อ" - จะพัฒนามาเป็นกฎระเบียบของสังคม ศีลธรรมและที่สำคัญคือศาสนา   เพราะความกลัวของมนุษย์ มนุษย์จึงต้องการ "พ่อ" คุ้มครองตลอดเวลา  แม้ไม่มีพ่อจริงๆแล้ว มนุษย์ก็ยังจะแสวงหา "พ่อ" ในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะในศาสนา (เราจึงมี พระ"บิดา"  องค์ "พ่อ" จตุคามรามเทพ และอีกหลายเสด็จ "พ่อ" - นี่ยังไม่นับว่าในสังคม เรายังต้องการการคุ้มกะลาหัวจากเจ้า "พ่อ" ต่างๆ)

 

โดยสรุป "พ่อ" (ทั้งพ่อจริงๆ  superego  กฎเกณฑ์ต่างๆ หลักศาสนา) เป็นทั้ง ข้อห้าม  ของน่ากลัว  ภัยคุกคาม และสิ่งที่ปกป้องในเวลาเดียวกัน

 

 

..............................................................................

 

ในทัศนะของผม  พระเจ้าหรือพระ "บิดา" คือตัวละครที่สำคัญที่สุด น่ากลัวที่สุด ในหนังสยองขวัญเรื่องนี้

 

ขณะที่เราอกสั่นขวัญแขวนไปกับความน่าสยองของหมอกและเหล่าสัตว์ประหลาด   หนังจะเข้าไปกระตุกความหวาดกลัวที่ซ่อนลึกลงไปอีก  ในระดับจิตใต้สำนึกของเราว่า  "ถ้าเอ็งอยากรู้มากไป เอ็งจะถูกพ่อลงโทษ"

 

เพื่ออธิบายระบบเครือข่ายสัญลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ที่มี "พ่อ" เป็นศูนย์กลาง  ผมขอแตกออกเป็น 4 ประเด็นย่อยดังนี้

 

1. ที่มาของ FEAR (ความหวาดกลัว) อันได้แก่หมอก (the mist) และสัตว์ประหลาดมาจากไหน ?

 

หนังจะเฉลยว่าเกิดจากการทดลองอันผิดพลาดของกองทัพสหรัฐ

 

ในเชิงสัญลักษณ์ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ย่อมสื่อถึง สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์  ซึ่งไอ้เจ้าความ "อยากรู้" นี้แหละที่มันไป "ขัดใจพ่อ" (ดังทฤษฎีที่ได้ให้อรรถาธิบายไปข้างต้น)

 

ตัวละครหญิงที่เป็นตัวแทนของผู้ยึดมั่นในศรัทธา ผู้อ้างว่าเป็นกระบอกเสียงของพระผู้เป็นเจ้า (ในแง่นี้ เธอคือตัวแทนของ "พ่อ" และ superego คือกฎศีลธรรมด้วย) พูดอยู่ตลอดทั้งเรื่องว่า "ความอยากรู้" นั้นเป็นบาป  เป็นการกระทำที่ขัดพระประสงค์ของพระ "บิดา"  เธอยกตัวอย่างเรื่องการเหยียบดวงจันทร์ของมนุษย์  การทดลองแยกอะตอม

 

ประโยคที่ชัดที่สุดคือเมื่อเธอพูดว่า "มนุษย์ค้นหาความลับของธรรมชาติซึ่งเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้น" ซึ่งสะท้อนสัญลักษณ์ว่า เด็กไม่ควรจะอยาก "รู้" ในสิ่งที่ "พ่อ" เท่านั้นที่จะรู้  และพ่อห้ามไม่ให้รู้

 

ตัวละครหญิงนี้จึงสร้างความคิดแก่ตัวละครอื่นๆว่า หมอกก็ดี สัตว์ประหลาดก็ดี ล้วนเป็นบาปของมนุย์  เป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า  เป็นการลงโทษของพระองค์ที่มีต่อ "ลูกๆ" ที่ทำ "บาป" (บาปเพราะ "อยากรู้" มากไป)

 

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ตัวละครที่ถูกจับ "บูชายัญ" จะเป็นนายทหารหนุ่มจากกองทัพ  เพราะเขาคือตัวแทนของ "ลูก" ที่บังอาจการะทำการ "ทดลอง" ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามของ "พ่อ"   เสมือนเด็กน้อยที่ก๋ากั่นทดลอง "เล่น" "ไอ้นั่น" ของตัวเองด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนถูกพ่อตีมือ

 

จิตใต้สำนึกจะกระซิบบอกเราว่า "ที่เอ็งมีความกลัวถึงทุกวันนี้  เพราะครั้งหนึ่งเอ็งเคยอยากรู้มากไป  และความอยากรู้นั้นนำมาซึ่งการลงโทษของพ่อ"

 

2. เมื่อตอนต้นของ entry ผมได้แบ่งตัวละครออกเป็น 2 พวกคือพวก "เหตุผล" กับพวก "ศรัทธา"

 

ตอนนี้ผมขอเสนอให้แบ่งใหม่ โดยจัดให้พวกเหตุผลเป็น "ลูกที่ดื้อต่อพ่อ" และพวกศรัทธาเป็น "เด็กดีของพ่อ"

 

"เหตุผล" คือสัญลักษณ์ของการแสวงหาความรู้   ตัวละครกลุ่มนี้จะไม่ยอมเชื่อตัวละครฝ่ายศรัทธาว่านี่เป็นเรื่องของพระเจ้า

 

พวกเขาคิดหาหนทางรอดตาย โดยการ "คิด" "วางแผน" และ "ใช้ปัญญา"   แต่ผลที่พวกเขาได้รับคืออะไร ? คำตอบคือ ตาย

 

ตัวละครช่างไฟหนุ่มถูกเขมือบไปแต่ต้นเรื่องเพราะ "ไม่เชื่อ" ว่ามีสัตว์ประหลาดซ่อนอยู่ในหมอก - ความ "ไม่เชื่อ" เป็นสัญลักษณ์ของการขาดความศรัทธา  ช่างไฟหนุ่มไม่เชื่อว่ามีสัตว์ประหลาดซ่อนอยู่ในหมอกเปรียบไปแล้วก็เหมือนคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าสถิตย์อยู่บนสรวงสวรรค์ (เพราะมองไม่เห็น)

 

ตัวละครทนายและพวกเป็นตัวแทนของคนที่ "คิด" และ "วางแผน"  พวกเขาปฎิเสธที่จะเชื่อไบเบิ้ล และปฎิเสธว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่จริง  สุดท้ายตัวละครพวกนี้ตายหมด

 

ตัวละครกลุ่มพระเอก  พวกนี้รู้ว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ แต่ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องศาสนา  พวกเขาจึงคิดหาทางรอดด้วย "ปัญญา"  สุดท้ายก็ตายหมดเช่นกัน (ยกเว้นพระเอก - ซึ่งเดี๋ยวผมจะกลับมาประเด็นนี้)

 

ตัวละครที่ "คิด" ที่ "ใช้เหตุผล" ไม่อาจรอดตายได้  ซึ่งนั่นก็เป็นสัญลักษณ์ของการเผชิญหน้ากับความกลัวโดยไม่ยอมรับกับกฎเกณฑ์ของพ่อ   ตัวละครฝ่าย "ลูกที่ดี" พยายามบอกอีกฝ่ายตลอดเวลาว่า "ไม่ต้องทำอะไร" เพราะนั่นเป็นพระประสงค์  พูดง่ายๆคือ  "อย่ารู้"  "อย่าคิด"   แต่ฝ่าย "เด็กดื้อ" ไม่เชื่อไม่รับ "กฎของพ่อ" จึงไม่ได้รับความคุ้มครองจากพ่อ และถูก "พ่อ" ลงโทษอย่างแสนสาหัส  (สัญลักษณ์สำคัญคือ  ตัวละครฝ่ายศาสนาใช้มีดจ้วงแทงฝ่ายเหตุผลเพราะไม่ยอมเชื่อพระ "บิดา" ตามตน)

 

3. ฉากจบ

 

ตัวละครฝ่ายพระเอก (เหตุผล) พยายามหาทางรอดโดยไม่เชื่อในพระเจ้า  สุดท้ายพวกเขาตัดสินใจขับรถหนีออกไปโดยมีปืนพกไปด้วย 1 กระบอก

 

เคราะห์ร้ายน้ำมันหมด  พวกเขาไม่อาจหนีไปได้ไกล   พระเอกจึงตัดสินใจใช้ปืนที่บรรจุกระสุน 4 นัดฆ่าพวกที่หนีมาด้วยกันหมด (รวมทั้งลูกชายของตัวเอง)  ส่วนพระเอกนั้นจะฆ่าตัวตาย (เนื่องจากกระสุนไม่พอ) ด้วยการให้สัตว์ประหลาดกิน

 

ทว่า โชคชะตาก็เล่นตลกกับพระเอก เมื่อเขาพบว่าสุดท้าย  ทหารได้มาปราบสัตว์ประหลาดหมดสิ้นแล้ว  ไม่มีสัตว์ร้ายอีกแล้ว  แต่เขาก็ได้ฆ่าเพื่อนร่วมทางกับลูกชายไปแล้ว !

 

ถ้าเขา "ศรัทธา" ไม่คิด ไม่วางแผน  ไม่หนีออกมา  และยังคงอยู่ในห้างอย่างพวกนับถือพระ "บิดา"  เขาก็คงรอดมาอย่างดีโดยไม่มีใครต้องตาย

 

ด้วยความสิ้นหวังสุดขีด เขาแหกปากตะโกนประโยคสุดท้ายของหนังซึ่งสำคัญมากว่า "พระเจ้าไม่รักเรา"  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสิ้นหวังของ "ลูกที่พ่อไม่รัก"

 

ขณะที่ผู้ศรัทธา - "เด็กดีของพ่อ" - (น่าจะ)รอดตายหมด  ซึ่งนั่นสะท้อนว่า  "พ่อ" คือ fear (ความหวาดกลัว) ก็จริง  แต่ "พ่อ" ก็ protect คุณได้ถ้าคุณรับกฎของ "พ่อ"  และ "พ่อ" จะลงโทษคุณถ้าคุณไม่รับกฎนั้น

 

ความคลุมเครือของ "พ่อ" ในฐานะทั้งผู้คุ้มครองที่อบอุ่นและผู้ลงโทษที่น่ากลัวนั้นก็สะท้อนออกมาผ่านตัวละครพระเอกเอง

 

พระเอกก็เป็นพ่อคน  ตลอดทั้งเรื่องเขาแสดงบทบามปกป้องลูกชายอย่างสุดชีวิต

 

แต่สุดท้าย เขาเองก็ฆ่าลูกด้วยมือของเขาเอง

 

ในด้านหนึ่ง การยิงลูกก็คือการทำร้ายลูก  แต่ในอีกด้านหนึ่งการยิงนี้ก็เป็นการปกป้องไม่ให้ลูกถูกสัตว์ประหลาดกินทั้งเป็น  เราจะแยกออกได้อย่างไรระหว่างความรักของพ่อกับความโหดร้ายของพ่อ  เช่นเดียวกับที่เราจะรู้พระประสงค์ของพระบิดาได้อย่างไรว่า "รัก" เราหรือ "เกลียด" เรา

 

"พ่อ" ทั้งปกป้อง ทั้งทำร้าย  ทั้งคุ้มครอง  ทั้งลงโทษ

 

นั่นและความน่ากลัวของ "พ่อ" ที่ฝังในจิตใต้สำนึกของเราทุกคน

 

(note : ขอให้ดูใบปิดหนัง  ซึ่งสะท้อนภาพ พ่ออุ้มลูกด้วยลักษณะ protect แต่ขณะเดียวกันก็อุ้มลูกอยู่ใกล้ๆอะไรบางอย่างที่ "คุกคาม")

 

4. ผมขอจบด้วยสัญลักษณ์ "เล็กๆ" อีกอันหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอะไร นั่นคือ ต้นไม้ของปู่ของพระเอก

 

หนังเปิดเรื่องมาด้วยบ้านพระเอกถูกถล่มด้วยลมพายุ แล้วให้บังเอิญว่าต้นไม้ของปู่ล้มมาทับบ้านส่วนหนึ่งด้วย

 

ในต้อนท้าย เมื่อพระเอกขับรถหนีสัตว์ประหลาด เขาจะมาแวะบ้านและพูดถึงต้นหมายของปู่อีกครัง

 

ต้นหมายของ "ปู่" (พ่อของพ่อ) ก็คือสิ่งที่ทั้งให้ร่มเงา (สัญลักษณ์ของการ "ปกป้อง") แต่ก็เป็นสิ่งที่อาจทำให้คุณฉิบหายได้ด้วยเช่นกัน

 

การที่หนังพูดถึงต้นไม้นี้ถึง 2 ครั้ง ผมจึงไม่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

 

จากประเด็นทั้ง 4 ที่ว่ามา ผมขอสรุปว่า หนังเรื่อง The Mist ได้ปลุกความกลัวที่เรามีต่อพ่อ (ในระดับจิตใต้สำนึก) ขึ้นมา แล้วกระซิบเราเบาๆว่า "อย่ามาซ่าส์กับพ่อนะจ๊ะ  เจ้าเด็กน้อย"

 

จะทำอะไรก็ทำไป แต่ต้องทำ in the name of "father" เสมอ

 

.................................................................... 

 

ปล1. ขอขอบคุณคุณ  whitemaple ที่กรุณาแนะนำหนังเรื่องนี้ให้ผมรู้จัก  เป็นหนังที่ผมดูแล้วผมชอบมากๆ

ปล2. ขอความกรุณาท่านผู้อ่าน  งดแสดงความเห็นที่พาดพิงกับศาสนาคริสต์   สิ่งที่ผมต้องการนำเสนอในที่นี้ ไม่ใช่ การวิจารณ์ศาสนาคริสต์  สำหรับผมหนังเรื่องนี้แฝงประเด็นเรื่อง "พ่อ" ตามทฤษฎีของฟรอยด์ที่ผมพอรู้มาบ้าง  (เพียงแต่ในโลกตะวันตก god คือ symbol ที่สำคัญที่สุดของ "พ่อ"  -  ไม่ใช่เรื่องแปลกหากสตีเฟน คิงจะใช้ประเด็นพระเจ้าเพื่อสื่อถึงความน่ากลัวของ "พ่อ")

ปล3. เรามี Poll  คลิกที่นี่หน่อยครับ/ค่ะ! ถ้าท่านจะกรุณาสละเวลาคลิกสักนิด  เราสองคนจะรู้สึกยินดีและขอบคุณยิ่ง

ปล4. (edit เมื่อได้อ่านความเห็นที่ 2 ของคุณ whitemaple)  การตีความของผมไม่มีเป้าหมายที่การค้นหาเจตนาของผู้สร้างครับ (ไม่ว่าจะเป็นของสตีเฟ่น คิงหรือผู้กำกับ)  ในปล.2 ที่ผมเขียนถึงสตีเฟ่น คิงนั้นจะลบไปเสียก็ได้ อันที่จริงเวลาที่ผมตีความ ผมนึกอยู่ตลอดเวลาด้วยซ้ำว่าผู้สร้าง "ไม่ได้นึก" ถึงสิ่งที่ผมได้ตีความลงไปเลย  อย่างไรก็ตามผมคิดว่า "ความหมาย" ที่ผมแกะมานั้นมัน fit on กับตัวหนังอยู่เหมือนกัน - ทั้งนี้ประเด็นเรื่องการตีความให้ fit on text โดยไม่อาศัย intention ของ auteur นั้นเป็นประเด็นทางทฤษฎีการวิจารณ์ที่มีรายละเอียดยืดยาวเกินกว่าจะมาอภิปรายในที่นี้ครับ  (พูดคร่าวๆ ก็คือทฤษฎี structuralism/โครงสร้างนิยม  ที่มีบทความ la mort de l'auteur/ "มรณะกรรมของผู้แต่ง"  ของอีตา Roland Barthes เป็นหัวหอกนั่นแหละครับ)

 

เมนส์  (MENS) หรือ ประจำเดือน มีหลายชื่อ เช่น รอบเดือน ระดู เมนสตรูเอชั่น (MENSTRUATION<<ใครจะไปเรียกชื่อยาวขนาดนี้) คือ เลือดที่ไหลออกมาทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เลือดเสีย เป็นเลือดที่ออกมาจากมดลูก และ เป็นเลือดดีของร่างกาย เป็นเลือดที่เกิดจากการหลุดลอกของผนังมดลูกตามธรรมชาติถูกควบคุมโดยฮอร์โมนจากสมองและรังไข่ ถ้ามีประจำเดือน ก็แสดงว่าฮอร์โมนยังดีอยู่  จบ.


ผู้หญิง 80% ทั่วโลก มักเกิดความไม่สบายทางร่างกายและจิตใจ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งที่เรียกว่า PMS  หรือ Premenstrural Syndrome  บางรายเป็นหนักขนาดต้องสูญเสียสัมพันธภาพกับคนรักในช่วงนี้ (ถ้าคุณทะเลาะกับแฟนคุณ ด้วยเรื่องงี่เง่า ปัญญาอ่อน สันนิษฐานได้เลยว่า แฟนคุณ ประจำเดือนใกล้มาแล้ว)

 

การที่ผู้หญิงมีประจำเดือนนั้น โดยตัวมันเองแล้วก็เป็นเรื่องที่วุ่นวาย น่าเบื่อหน่าย ต้องลำบากระมัดระวังการซึมเปื้อนต่างๆ แม้จะมีแผ่นในดรายวีฟรองรับก็ตามที --ดังนั้น ขอร้อง อย่าเพิ่งมา "แมน" กันตอนนี้--

 

ผู้หญิงบางคนก็มีอาการเจ็บป่วยต่างๆนานาๆ ทั้ง ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดไหล่ ท้องเสีย เป็นสิว เจ็บหน้าอก เดินไม่ไหว อ่อนเพลีย และปวดหัว สารพัด และมีตั้งแต่ระดับทนไหวจนถึงระดับต้องมีตัวช่วยคือ ใช้ยาแก้ปวดเลยทีเดียว  (ลองอ่านเคสที่อาการหนักๆที่นี่ http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3956564/L3956564.html) นั่นเป็นอาการทางกาย

 

ส่วนอาการทางอารมณ์ก็มีปรากฏให้เห็นกันเนืองๆตั้งแต่หดหู่ เครียด อารมณ์เสีย อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ   ขี้น้อยใจ งอแง ในบางรายอาการคล้ายๆปอปลงคือ กินสารพัดนั่นนี่นู่น ตัวกลมป๊อกแล้วบอกเป็นอาการบวมน้ำแบบนี้ต้องระวัง ยิ่งกว่านั้นอาการที่พบว่าเป็นแน่ๆทุกคน คือ โรคจิตวิตกกังวลเผลอเป็นมองก้นตัวเองตลอดเวลา เป็นคนเดียวไม่พอหากมีคนเดินข้างกายก็เรียกดูเรียกชมกันตลอดเวลาซะอีกแน่ะ

 

ที่สำคัญการเกิดอาการเหล่านี้ไม่มีสาเหตุทางชีวภาพที่แน่นอน แต่ที่แน่ๆคือ ช่วงนี้ระดับฮอร์โมนจะลดลงต่ำสุด ซึ่งเป็นผลทำให้ร่างกายเกิดโย่..โย่ว (แร๊พไปป่าวเนี่ย?) ออกอาการต่างๆนานา และอาการทั้งหมดนั้น เรา(ผู้หญิง)ต้องดูแลตัวเองซะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น คุณผู้ชายทั้งหลาย หากพบเรามีอาการต่างๆข้างต้นก็ช่วย "อดทนกับฉันหน่อย..ได้ไหม?" ขอแค่เนี๊ยะ!


--นอกเรื่อง--สำหรับผู้มีอาการข้างต้น

อาการต่างๆนี้อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ก่อนมีประจำเดือนนี้ต่อเนื่องถึงขณะมีประจำเดือนด้วย ดังนั้น ให้จำกัดการบริโภคเกลือ น้ำตาล คาเฟอีนและแอลกอฮอล์ กินอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่เน้นผักและคาร์โบไฮเดรต 

 

อ้อ..ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกาย  การออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟีนซึ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายหายเครียดและช่วยแก้ปวดได้ทุกชนิด เทียบเท่ากับยาแก้ปวดขนานเอกเลยนะจะบอกให้ 


 

ฮึบ-ฮึบ-ฮึบ 
 
 
 
ฮึบ-ฮึบ-ฮึบ 

 

เชื่อไม๊ว่า ความเครียดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การปวดเมนส์กลายเป็นการปวดอย่างร้ายแรงชนิดที่แทบจะเป็นลมได้เลย

และ - -

 

เชื่อไม๊ว่า อาจารย์ซูซาน ล้าค แห่งลอส อัลโตส แคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้ค้นคว้าและวิจัยมาแล้วพบว่า การเมกเลิฟบ่อยๆ และต้องให้ได้ขีดสุดยอด (ORGASM) จะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนอย่างได้ผล! (นี่ลอกเค้ามาคำต่อนะ)  แต่อย่างไรก็ตามช่วงที่มีรอบเดือนเป็นช่วงที่ปากมดลูกเปิด เพื่อให้ประจำเดือนไหลออกมา และประจำเดือนก็เป็นอาหารสำหรับเชื้อแบคทีเรียจึงเป็นระยะที่เสี่ยงกับการติดเชื้อได้ง่าย ถ้าจะมีอารมณ์รักในช่วงนี้ ก็ควรระวังเรื่องของความสะอาดเป็นอย่างยิ่ง


เรื่องที่อยากจะเขียนคือเรื่องอะไร?

ข้อความข้างต้นทั้งหมดนั้นก้เขียนไปโดยคร่าวๆเพียงเพื่อแจ้งให้หนุ่มๆทราบว่า การมีประจำเดือนนั้นเป็นเรื่องปกติ (ถ้าไม่มีสิไม่ปกติ--ท้องชัวร์) และไม่ใช่เรื่องสกปรก และเป็นเรื่องที่เรากลุ้มใจจะตายชัก อย่ามาทำท่ารังเกียจรังงอนและเบื่อหน่ายกันในช่วงนี้  ขอร้องๆ


แหม..เลือดที่ออกมามันก็ธรรมดาเหมือนเวลามีดบาดนิ้วแล้วคุณมาดูดเลือดให้นั่นแหละ แค่มันออกมาจากตรงนั้น ก็เท่านั้นเอง!


ผู้ชายหลายคน(และผู้หญิงบางคน)เห็นว่า เลือดประจำเดือนนั้นเป็นสิ่งสกปรก น่ารังเกียจ น่าอาย  จับต้องไม่ได้   คุณผู้ชายบางรายเลยเถิดไปถึงการซื้อผ้าอนามัยให้ผู้หญิง ซึ่งเป็นแฟน/ภรรยาให้ไม่ได้ คือ ถ้าต้องไปซื้อให้นี่ประหนึ่งโดนทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีกันเลยทีเดียว บางคนใช้คำว่าไปซื้อให้ไม่ได้มันน่าเกลียด  อายเค้า  ฯลฯ


อันที่จริง  ในขณะที่คุณหนุ่มๆทั้งหลาย กำลังชิลๆสบายๆ ไม่มีอะไรมารุมเร้า(ทั้งอาการทางกายและทางจิต) แต่แฟนของคุณปวดท้องประจำเดือน หรือมีประจำเดือนอย่างกระทันหัน การที่คุณต้องเป็นฝ่ายเดินไปซื้อผ้าอนามัยให้นั้นไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรีตรงไหน หนำซ้ำเป็นเรื่องน่ารักอย่างยิ่งในสายตาของเรา  เพราะนั่นแปลว่าคุณรักเรามากจนไม่มีอะไรที่ทำให้ไม่ได้ไงล่ะ การพูดว่า ผู้ชายซื้อผ้าอยามัยซึ่งเป็นของใช้ของผู้หญิงให้นั้นน่าเกลียด น่าอายนั้น เราก็ทำความเข้าใจอยู่ (แหม..ทีเวลาไปเลือกเสื้อชั้นในเซ็กซี่ไม่เห็นจะอายกันเลย! ที่สำคัญ กกน. ของพวกคุณ เรายังซื้อได้บางทีก็เป็นคนซักด้วยซ้ำ ไม่เห็นจะรังเกียจ เฮอะ!!) และในความเป็จริงถ้าไม่จำเป็นก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนเค้าจะกล้าเอ่ยปากให้คุณไปซื้อหรอก เชื่อเถอะ เราก็มียางอายเหมือนกัน อย่างไรก็ตามการบริการของคุณๆ สำหรับเราแล้วมันไม่ใช่ความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ใช่ทำเอาหน้า ไม่ใช่การเอาใจ ตัดความรำคาญหรืออะไร  แต่มันเป็นความรัก ความห่วงใย ความเข้าใจที่คู่รักพึงมีต่อกันก็เท่านั้นเอง


ผู้หญิงช่วงนี้แปรปรวนจริงๆ อย่างแรงด้วย ขอบอก (ลองมาเจออาการทั้งกายและจิตดูบ้างว่าวันนั้นมันจะเฮงซวยขนาดไหน) ถ้าคุณทำอะไรแย่ๆใส่ ความผิดก็จะมากเป็น 2-3 เท่า แต่ในทางกลับกันถ้าคุณทำดีด้วยความน่ารักก็จะมากขึ้นเป็น 2-3เท่าเช่นกัน (ในบางรายอาจไม่เห็นผลทันตา แต่รับรองว่า เมื่อหมดช่วงวันนั้นของเดือน พวกเราจะรับรู้ถึงความน่ารักและความอดทนของคุณมากๆเลยล่ะ)


แถมท้าย

ปัญหาใหญ่ๆของผู้หญิงในโลกนี้ มี 4 ปัญหาหลักคือ

     1. ปัญหาทางจิต ( MENtal illness)

     2. ปัญหาปวดประจำเดือน ( MENstrual cramps)

     3. ปัญหาหัวใจ ( MENtal  breakdown)

     4. ปัญหาในวัยหมดประจำเดือน (MENopause)


ทีนี้รู้หรือยังว่า เมื่อผู้หญิงมีปัญหาสาเหตุมาจากผู้ชาย (MEN) ทั้งนั้นแหละ 

ดังนั้น ดูแลกันบ้างสิ!

 

 

.

.

.

.

.

 


 

เรื่องของเรื่อง


.

.

.

.

.

 

 

ขณะเขียนเอนทรี่

มีเมนส์ /(-_-')/